ขับเคลื่อนโดย Blogger.
ตอนนี้ผมไม่ได้อัพเดทบล็อคนี้แล้วย้ายไปอับที่ http://thaipublishingebook.com/ แทนครับ
มีไม่กี่ครั้งที่เราจะได้เห็นน้ำท่วมใหญ่และยาวนานขนาดนี้ ผมแทบจำไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำว่าในช่วงที่ผมเกิดมามันเคยมีครั้งไหนท่วมใหญ่กว่านี้หรือป่าว แต่ที่แน่ ครั้งนี้ทำให้รู้ว่าประเทศของเรายังไม่แตกแยก เพราะเราได้เห็นสายธารน้ำใจจวกพี้น้องทั่วประเทศส่งไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยไม่เกี่ยงสี ไม่เกี่ยงภาค ถึงจะมีบางกลุ่มที่งอแงบ้าง
 เรื่องเล่าตำนานความรักที่ยิ่งใหญ่ ของเจ้าแม่สามมุก
ถ้าเอ่ยถึงตำนานความรักที่ยิ่งใหญ่ของชายหญิงที่มีจุดจบแสนเศร้า หลายคนคงนึกถึงตำนานความรักของสองตระกูลใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ลงรอยกัน อันเป็นผลให้ความรักของรุ่นลูกอย่าง โรมิโอและจูเลียตต้องจบลงด้วยความตาย แต่ถ้าเป็นตำนานรักของไทย หนีไม่พ้น ขวัญ เรียมที่มีจุดจบที่คล้ายคลึงกันตลอดจนความรักของ นางนากผีสาวผู้ที่รอการกลับมาของสามี จนกลายเป็นตำนานของความรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ที่เล่าขานกันมารุ่นต่อรุ่น

       

วันนี้เอาข่าวมาบอกครับ กับร้อยปีเกาะสีชัง เกาะสีชังมีสถานที่สำคัญหลายแห้งเลยหละครับ ไปดูรายละเอียดกัน


อำเภอเกาะสีชัง  ร่วมกับ  เทศบาลเกาะสีชัง   และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  สำนักงานพัทยา  ของเชิญร่วมเป็นหนึ่งในงาน "ประจำปีวันรำลึก  100  ปี เกาะสีชัง" ประจำปี  2553  ระหว่างวันที่  19-20  กันยายน  2553  ตั้งแต่เวลา  09.00  น   ณ  บริเวณพระจุฑาธุชราชฐาน  อ.เกาะสีชัง  จ.ชลบุรี    โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าว  เริ่มตั้งแต่  ปี  พ.ศ.  2542   โดยท่านธงชัย  อนันตผมล  อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  เมื่อครั้งสมัยท่านดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญของเกาะสีชัง  ซึ่งเป็นเกาะประวัติศาสตร์มีความสัมพันธ์กับองค์พระมหากษัตริย์ของไทยหลาย รัชกาล  โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว    ซึ่งทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระจุฑาธุชราชฐานขึ้น  และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกบุญบารมี  และ       วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่าน  จึงได้มีการจัดงานขึ้นและยังเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวของ เกาะสีชังให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

หลังจากที่ได้ไปเพลินวานก็พอว่าที่นี้มีเสนห์ แบบที่คิดไม่ถึงเหมือนกัน กับงานที่พยายามเก่าแต่พอเราไปพบจริงคุณไม่ต้องพยายามมากก้ได้ เพราะที่นี้มีอารมณ์ที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน แบบที่คุณไม่ต้องบรรยายเลยหละ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนที่มาต้องรู้สึกชอบไปกับมันอย่างแน่นอน

ข้่างล่างนี้คือข้อความจากเว็บเพลินวานเองครับ 
 
หัวใจหลักในการดำเนินงานของเพลินวาน อยู่ที่การสนับสนุนให้คนในทุกๆพื้นที่ตั้งของเพลินวาน มีอาชีพ มีรายได้ และ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการพัฒนาร่วมกัน เพื่อสร้างมูลค่าให้กับสินค้าหรือต้นทุนเดิมที่มีอยู่แล้วของคนพื้นถิ่น
เทศการงานเดือนสิบเมืองนครศรีธรรมราช

ย้ายจากนครปฐมผมก็นึกถึงนครศรีธรรมราชแต่ครั้งนี้ไม่ใช้ ถนนคนเดินหรือเอาสินค้ามาขายหลอกนะครับแต่เป็นงานเทศกาลที่ขึ้นชื่อของเมืองนครศรีธรรมราชคงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก เทศกาลงานเดือนสิบ งานเดือนสิบนั้นได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2466 มีกิจกรมมต่างๆมากมาย ได้แก่
  




- วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ประกอบด้วย
- การจัดตลาดย้อนยุค
- การตั้งเปรต ชิงเปรต
- ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย
- การแสดงแสงสีสื่อผสม การประชันหนังตุง การสาธิตและประกวดหุ่นเปรต
- สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
- การประกวดเพลงร้องเรือ
- กลอนสด โนรา เพลงบอก
- การประกวดแข่งขันสาธิตหัตถกรรมพื้นบ้าน
- การประกวดนางสาวนครศรีธรรมราช (ชอบมากสาวเมืองนี้)
- การจัดแสดงวิพิธทัศนา
- การออกร้านการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP

กลับมาที่เนื้อหาของงานก่อน งานเดือนสิบ เป็นงานสำคัญในการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยความเชื่อทางพุทธศาสนิกชนในเรื่องกฏแห่งกรรม ผู้ที่สร้างบาปกรรมไว้มาก เมื่อตายไปจะกลายเป็นเปรตทนทุขเวทนาชดใช้บาปกรรมนั้น เมื่อถึงวันสารท ชาวบ้าน จึงจัดสำรับคาวหวานไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เรียกกันว่าการทำบุญสารทเดือนสิบ หรือ การยกหฺมฺรับ (อ่านว่ายก-หมับ) การจัดหฺมฺรับไปทำบุญที่วัดนั้น จะประกอบไปด้วยขนม 5 อย่าง ได้แก่
- ขนมลา เปรียบเสมือนแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม
- ขนมพอง เปรียบเสมือเป็นยานพาหนะให้ผู้ล่วงลับได้ใช้เป็นแพข้ามสู่ภพภูมิใหม่
- ขนมกง อุทิศเป็นเครื่องประดับ
- ขนมดีซำ อุทิศเป็นเงินเบี้ยสำหรับใช้สอย
- ขนมบ้า สำหรับวิญญาณผู้ล่วงลับจะได้ใช้เล่นสะบ้าในวันสงกรานต์
 การจัดหฺมรับ หรือ สำรับ นั้น มักจะใช้ภาชนะเป็นกระบุงทรงเตี้ย ๆ ใส่อาหารหวานคาวและของแห้ง และจัดขบวนแห่หฺมฺรับของตนไปที่วัดใกล้ ๆ บ้าน เพื่อที่จะถวายพระสงฆ์ ไปวางรวมกันบริเวณริมกำแพงวัดหรือทางเข้าวัด หรืออาจทำเป็นที่ตั้งสูง ๆ ไว้สำหรับให้ทานเรียกว่า “หลาเปรต” โดยจะมีผู้คนแย่งกันไปเอาขนมที่หลาเปรต เรียกว่า “ชิงเปรต” เพราะมีความเชื่อว่าการกินของที่เหลือจากเซ่นไหว้บรรพชนได้กุศล(ในห้าแพร่งทำซะหน้ากลัวเลยครับ)


งั้นขอเกริ่นเรื่องใกล้ตัวก่อนละกันนะครับว่า ช่วงที่หายไปนี้แอบไปขายของที่ถนนคนเดินนครปฐม(ถนนคนเดิน ทวารวดี ศรีนครปฐม)มาครับ เป็นถนนคนเดินที่เพื่อนอีกหลายคนยังไม่รู้จักกันเพราะมันดูเหมือนจะเงียบๆ แต่ที่นี้ก็มีเสน่ห์ของตัวมันเองครับ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า handmad หรือ กิจกรรมจากน้องๆนักศึกษา (เห็นแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง)มีสินค้าให้คุณได้ซื้อในราคาถูกแน่นอนครับ อาหารอร่อยอันนี้ขอบอกต่อเลยครับและไม่แพงด้วยนะ

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินคื่อช่วงหกโมงถึงสามทุ่มครับ เพราะอากาศกำลังดีไม่ร้อน ที่มาตอนเย็นเพราะได้ของกินติดมือชัวร์ครับ แอบโชว์สินค้าในร้านเราหน่อยละกันเพื่อนๆคงไม่ว่านะครับ



ให้ดูสามตัวละกันครับ งานอาจไม่สวยแต่ทำด้วยใจครับ เป็น handmade ที่ผู้ชายหน้าตากวนๆนั่งเย็บให้ดูครับ(แต่ผมไม่ได้เป็นเกย์หรือเป็นตุ๊ดนะ)

การเดินทางก็ไปมาสะดวกครับเพราะถนนคนเดินตั้งอยู่หน้าวัดพระงาม ด้านหลังองค์พระปฐมเจดีย์ ถ้านั่งรถเมล์จากกรุงเทพก็สาย83 จากสมุทรสาคร 402 ส่วนสายอื่นๆผมไม่แน่ใจนะครับแต่มันเป็นเส้นทางที่สามารถไปต่อได้ถ้าขากลับท่านแวะมาจากเมืองกาญจนบุรี หรือ ตลาดน้ำ ลองแวะมาดูสักครั้งซิครับ
ไม่ได้เขียนบล็อคมานานคิดถึงเพื่อนๆแย่เลยครับกลับมาครั้งนี้ ก็จะเอาข้อมูลใหม่ๆแปลกมานำเสนอให้ได้อ่านกันครับ จะเพิ่มหมวดแนะนำที่เที่ยว ของหน้ากินและความเป็นมา ถนนคนเดินแต่ละจังหวัดด้วยครับ
จาก FW Mail :

เรื่องราวมานะ มานี ปิติ ชูใจ หลังจากเรียนจบ<
แพทย์หญิงมานี รักเผ่าไทย

ออก จากห้องคนไข้คนสุดท้ายเมื่อเวลา 16.55 น. พยาบาลที่รออยู่หน้าห้องรายงานว่า มีสุภาพสตรีคนหนึ่งมาคอยพบอยู่ที่ห้องพักร่วมสองชั่วโมงแล้ว มานีรู้สึกตื่นแต้นจนแทบระงับไม่ไหว เธอขอบใจนางพยาบาลคนนั้นพลางถอดเสื้อคลุมและส่งเครื่องมือแพทย์ให้ แล้วรีบเข้าไปล้างมือในห้องน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด

ชื่อกิจกรรม งานแสดงและประกวดพลุนานาชาติ (International Fireworks)
วันที่จัดกิจกรรม วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2552
สถานที่กิจกรรม ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี
เวลากิจกรรม

เวลา 14.00 น.
เริ่มกิจกรรม
กิจกรรมและนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ
การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ สินค้าราคาถูก
การแสดงวงโยธวาทิต
คอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องยอดนิยม

หากพูดถึงนักการเมืองรุ่นเก๋า ที่มีลีลาการพูดจัดจ้าน ดุเด็ดเผ็ดมัน เชื่อว่าหลายคนคงต้องนึกถึง สมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม. และอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของไทยคนนี้แน่นอนครับ และหลังจาก สมัคร สุนทรเวช ลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2551 ข่าวคราวของ สมัคร สุนทรเวช ก็เงียบหายไปพักใหญ่ ก่อนจะมีข่าวว่า สมัคร สุนทรเวช รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เนื่องจากป่วยเป็นมะเร็งตับ

          และล่า สุดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 พ.ย. อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช วัย 74 ปี ก็ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ด้วยโรคมะเร็งตับ โดยญาติจะนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดเบญจมบพิตร

จากกรณีนาธาน โอมาน ที่เป้นข่าวในช่วงนี้ผมก็ขอเอาสรุปจากเว็บพันทิปมาให้ได้อ่านกันครับ
สรุปเรื่องราวทั้ง 13 ภาค

ขอตัดบทสรุปเก่าออก ท่านสามารถอ่านได้ตั้งแต่กระทู้ภาค 13 ลงไป สรุปเหตุการณ์ใหม่ตั้งแต่เรื่องแม่บ้านเต็มและลูกชายแจ๊คฟ้องนาธาน

- แม่บ้านของนาธานที่ทำงานกับนาธานมา 10 ปี คุณเต็ม สมาน สุขเสริม และลูกชายแจ๊ค อาทิตย์ กุลฝ้าย เข้าแจ้งความกับตำรวจว่านาธานหลอกยืมเงิน 3 แสนบาทและหนีหายไป  พร้อมกับนำตรายางจำนวนมาก มีทั้งตราหน่วยงานราชการและตราบริษัทสร้างหนังเป็นหลักฐานว่านาธานใช้หลอก ผู้อื่นว่ามีสัญญาจ้างเล่นหนัง Hollywood จริง  พร้อมทั้งสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชนยืนยันว่านาธานมีพ่อแม่เป็น คนไทย พ่อชื่อนายธัญญา แม่ชื่อนางอุทัยวรรณ เป็นคนไทยแท้ มิใช่ลูกครึ่งเนปาล  ชื่อเดิมธัญญวัฒน์ หยุ่นตระกูล และเปลี่ยนเป็นนธัญ โอมานันท์ภายหลัง


ขอบอกก่อนนิดนึงนะครับเดย์ จริงๆแล้วไม่ได้ชื่อ พีรวีร์ ดวงสินกุลบดี แต่ชื่อ ณัฐวัฒน์ ปาใจ อันนี้เป็นการเข้าใจผิดของสื่อ
แต่รูปนั้นเป็นรูปของ เดย์ จริงๆๆ

อีกอย่างนึงคือ เค้าไม่ได้เสียชีวิตจากไข้หวัด 2009 แต่เป็นเชื้อไวรัสที่ ลงปอด และเข้าสู่หัวใจ

โพสต์กันสนั่น เว็บไซต์ Smart-Mobile.com ไว้อาลัย “เดย์” หรือที่รู้จักกันในนามแฝงกันในบอร์ดว่า Creative7419 เจ้าพ่อแห่ง font บน iPhon ที่ทำให้ชาว iPhone ใช้ font ภาษาไทยได้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ 2009 เจ้าตัวโพสต์ข้อความก่อนหน้านั่งรถไฟฟ้าไปหาหมอถึง 3 โรงพยาบาล ได้แค่ยาลดไข้พาราเซตามอล หมอเมินไม่สนตรวจเชื้อ ปล่อยให้กลับบ้าน จนกระทั่งตาย

เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ได้มีการฟอร์เวิร์ดเมล ถึงการเสียชีวิตของ “เดย์” หรือ นายพีรวีร์ ดวงสินกุลบดี อายุ 28 ปี ที่เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยมีการลิงก์เข้าไปในเว็บไซต์ Smart-Mobile.com ที่ นายพีรวีร์ ได้โพสต์ข้อความเล่าอาการป่วยของตนเองก่อนหน้านี้ จนเสียชีวิต ว่า

วันนี้ ไปหาหมอตามที่หมอนัด ขึ้น BTS ไป คนก็เยอะเลยต้องยืน สักพักเริ่มหวิวๆเริ่มคลื่นไส้ แล้วโลกก็มืดลง แขนก็เริ่มชา มองอะไรไม่เห็นเลย ประมาณ 5 นาที จนถึงสยาม คนลงเยอะ ก็ตั้งสติ เพ่งเห็นลางๆ ว่า ที่นั่งว่าง ไม่ฟังเสียงล่ะครับ (หูอื้อ) คลำๆ แล้วนั่งเลย แล้วก็นั่งก้มหน้าแบบสุดๆ โลกเริ่มสว่างขึ้น ทางเดินสายโลหิตเหือดแห้ง มือซีดเหลืองชาๆ แอร์บนรถเย็นมาก แต่เหงื่อยังกับอาบน้ำใหม่ๆ แบกสังขารไปจนถึง พุ่งหาร้านข้าวกินข้าว แล้วก็ไปพบหมอ หมอเจาะเลือดไปตรวจ เอ่อ หมอครับเมื่อวันพฤหัส ผมก็เพิ่งโดนเจาะไปครับ แล้วเมื่อกี้ก็หน้ามืด เลือดหมดครับหมอ หมอบอกไม่เป็นไรเอานิดเดียว ผลตรวจเลือดออกมา เกล็ดเลือดปกติ เม็ดเลือดขาวปกติ ไข้เลือดออกไม่เป็น ทำหมองงอีกคนแล้ว เลยถามไปว่าหรือจะเป็น 2009 หมอบอกตัดไปเลย 2009 อาการหลักต้องไอ เจ็บคอ แต่คุณไม่ไอ ไม่เจ็บคอ ไม่มีอะไรเลย ตัวร้อนเฉยๆ สรุปก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ นัดให้มาวันจันทร์อีก บอกว่า ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ต้องเรื่องใหญ่กันเลยล่ะ ต้องแอดมิดให้น้ำเกลือ เอาเลือดไปตรวจละเอียด หาธัยรอยด์ หานั่นนู่นนี่ คิดในใจว่านี่ต้องทรมานไปอีก 2 วันหรือนี่ แล้วหมอก็ให้ยาลดไข้มาแค่นั้น

วันรุ่งขึ้น “เดย์” โพสต์ข้อความอีกครั้งว่า ไม่ไหวแล้ว ไปกราบขอหมอนอน รพ.ดีกว่า จะกี่หมื่นกี่แสนก็ยอม เรียก Taxi มารับก่อน เดี๋ยวไปเองหน้ามืดอีก

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในเว็บไซต์ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึงการวินิจฉัยของแพทย์ ตั้งแต่ รพ.เอกชนแห่งแรกที่ไปหา แล้วแพทย์ระบุว่า เป็นไข้ติดเชื้อ ให้ยาพาราเซตามอลมากิน สองวันต่อมาไข้ไม่ลด ผู้ป่วยไปหาแพทย์ใหม่อีกครั้ง แพทย์ก็ยังไม่ใส่ใจที่จะตรวจละเอียด ให้พาราเซตามอลมาอีก จนไม่ไหวผู้ป่วยจึงนั่งรถไฟฟ้าไปพบแพทย์ตามสิทธิประกันสังคม แพทย์ฉีดยาให้กลับบ้าน

วัน รุ่งขึ้นแน่นหน้าอก ไปตรวจใหม่พบปอดติดเชื้อถึง 25% แต่แพทย์ก็ยังไม่สั่งให้นอน รพ.บอกให้กลับบ้าน จนกระทั่งผู้ป่วยรู้ตัวว่าไม่ไหวจึงไป รพ.แห่งที่ 3 และพบว่า เป็นไข้หวัด 2009 แต่ก็สายเกินไป ในที่สุดผู้ป่วยก็เสียชีวิต ทั้งนี้ ผู้ที่ฟอร์เวิร์ดเมลนี้ ระบุว่า อยากให้เป็นอุทาหรณ์ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขมีการประชาสัมพันธ์ทั้งในส่วนของแพทย์ และประชาชน แต่กลับมีความผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้น


กระทู้ที่หนุ่มวัย 28 รายนี้ตั้งก่อนเสียชีวิต

“วันนี้ ไปหาหมอตามที่หมอนัด ขึ้น BTS ไป คนก็เยอะเลยต้องยืน สักพักเริ่มหวิวๆเริ่มคลื่นไส้ แล้วโลกก็มืดลง แขนก็เริ่มชา มองอะไรไม่เห็นเลย ประมาณ 5 นาทีจนถึงสยาม คนลงเยอะก็ตั้งสติ เพ่งเห็นลางๆ ว่าที่นั่งว่าง ไม่ฟังเสียงล่ะครับ(หูอื้อ) คลำๆแล้วนั่งเลย แล้วก็นั่งก้มหน้าแบบสุดๆ โลกเริ่มสว่างขึ้น ทางเดินสายโลหิตเหือดแห้ง มือซีดเหลืองชาๆ แอร์บนรถเย็นมาก แต่เหงื่อยังกับอาบน้ำใหม่ๆ แบกสังขารไปจนถึง พุ่งหาร้านข้าวกินข้าว แล้วก็ไปพบหมอ หมอเจาะเลือดไปตรวจ เอ่อ หมอครับเมื่อวันพฤหัสผมก็เพิ่งโดนเจาะไปครับ แล้วเมื่อกี้ก็หน้ามืดเลือดหมดครับหมอ หมอบอกไม่เป็นไรเอานิดเดียว ผลตรวจเลือดออกมา เกล็ดเลือดปกติ เม็ดเลือดขาวปกติ ไข้เลือดออกไม่เป็น ทำหมองงอีกคนแล้ว เลยถามไปว่าหรือจะเป็น 2009 หมอบอกตัดไปเลย 2009 อาการหลักต้องไอ เจ็บคอ แต่คุณไม่ไอ ไม่เจ็บคอ ไม่มีอะไรเลย ตัวร้อนเฉยๆ สรุปก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ นัดให้มาวันจันทร์อีก บอกว่าถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ต้องเรื่องใหญ่กันเลยล่ะ ต้องแอดมิดให้น้ำเกลือ เอาเลือดไปตรวจละเอียด หาธัยรอยด์ หานั่นนู่นนี่ คิดในใจว่านี่ต้องทรมานไปอีก 2 วันหรือนี่ แล้วหมอก็ให้ยาลดไข้มาแค่นั้น”


กระทู้ที่หนุ่มวัย 28 รายนี้ตั้งก่อนเสียชีวิต
วันรุ่งขึ้น “เดย์” โพสต์ข้อความอีกครั้งว่า ไม่ไหวแล้ว ไปกราบขอหมอนอน รพ.ดีกว่า จะกี่หมื่นกี่แสนก็ยอม เรียก Taxi มารับก่อน เดี๋ยวไปเองหน้ามืดอีก


คอมเม้น : จึ๋ย งี๊เซขอหมอฉีดวัคซีนเลยดีมะ - -* น่ากัวอ่า
อาการมันไม่ร้ายแรงแต่ก็ควรใส่ใจระวังบ้างเนอะ อุทาหรณ์ สอนใจ


ลืมบอกที่มา - -* http://www.oknation.net/blog/Germany/2009/08/28/entry-1

เพิ่มเติมๆ จาก ไทยรัฐ - -* http://www.thairath.co.th/content/tech/29383

ชาวเน็ตคิดถึง "เดย์ ไอโฟน" คนไอทีจนนาทีสุดท้าย
ในฐานะที่ทำตัวอักษรภาษาไทยให้ใช้งานบนไอโฟนได้ และจะเป็นตัวอย่างของนักพัฒนารุ่นใหม่ ญาติตั้งสวด 3 วันที่ จ.อุตรดิตถ์บ้านเกิด

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการเสียชีวิตอย่างกระทันหัน ของนายณัฐวัฒน์ ปาใจ หรือ "เดย์ ไอโฟน" นักพัฒนาที่ประดิษฐ์ตัวอักษรไทยที่ใช้บนไอโฟน เนื่องจากปอดติดเชื้อไวรัสและต่อมาเชื้อไวรัสได้ลามเข้าสู่หัวใจ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2552 ที่ผ่านมา ได้ทำให้คนบนอินเทอร์เน็ต และสังคมผู้ใช้งานไอโฟน ต่างร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ เดย์ ไอโฟน โดยทางญาติและครอบครัว จะนำศพกลับจังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 3 วัน และมีกำหนดจะฌาปนกิจศพในวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค.2552

รายงานข่าวแจ้งว่า นายณัฐวัฒน์ ปาใจ หรือ "เดย์ ไอโฟน" เจ้าของล็อกอิน Creative7419 ผู้ได้รับฉายา เจ้าพ่อแห่ง font บน iphone เกิดเมื่อวันที่ 20 ส.ค.2524 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ โดยผลงานฟอนท์ หรือ ตัวอักษรภาษาไทยสำหรับใช้งานบนเครื่องไอโฟนที่ เดย์ ไอโฟน เป็นผู้สร้างขึ้นมา ได้แก่ ไทย ตวัด (Modified by Creative7419 – smart-mobile.com) ไทย iannnnnGMO (Modified by Creative7419 – smart-mobile.com) ไทย แจ๋ว (Modified by Creative7419 – smart-mobile.com) ไทย Single (Modified by Creative7419 – smart-mobile.com) และ ไทยเปื้อมยิ้ม (Modified by Creative7419 , Original by Neilove – pdamobiz.com)

รายงานข่าวแจ้งต่อว่า แบบตัวอักษรแบบดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้งานบนไอโฟนที่เป็นเฟิร์มแวร์ล่าสุด คือ iPhone 3.0 และต่อมามีนักพัฒนาคนอื่นๆ ได้เขียนแอพลิเคชันช่วยเปลี่ยนแบบตัวอักษรภาษาไทย ทำให้ผู้ใช้งานไอโฟนสามารถเปลี่ยนตัวอักษรได้หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้สร้างซอฟต์คีย์บอร์ดภาษาไทยบนไอโฟนอีกด้วย

รายงาน ข่าวแจ้งอีกว่า ผลงานการประดิษฐ์ตัวอักษรไทย ของเดย์ ไอโฟน เพื่อใช้งานบนไอโฟนทำให้คนไทย ได้ใช้งานอุปกรณ์สื่อสารนี้อย่างคุ้มค่า สมกับเงินที่จ่าย และมีความสุขในการใช้งาน เช่นเดียวกับการเข้าไปตั้งกระทู้เพื่อแจกฟอนท์ ที่พัฒนาขึ้นมา และ ถาม-ตอบ กับผู้ใช้งานไอโฟน และร่วมในกิจกรรมต่าง บนเว็บไซต์ www.smart-mobile.com และ www.thaiiphone.com ด้วย ความเป็นกันเอง จึงเป็นที่รักของคนในเว็บบอร์ดเสมอ แม้กระทั่งยามเจ็บป่วยเขาก็ยังถ่ายทอดเรื่องราว และบอกเล่าอาการเจ็บป่วยตลอดเวลาที่มีโอกาส ผ่านทางเว็บบอร์ดเพื่อเล่าให้เพื่อนๆ บนโลกออนไลน์ได้รับรู้

รายงาน ข่าวแจ้งด้วยว่า หลังจากข่าวการเสียชีวิตของเขาได้กระจายไปสื่อทุกแขนง รวมถึงฟอร์เวิร์ดเมล์ ทำให้เว็บไซต์ที่เขามักเข้าไปโพสต์กระทู้ เต็มไปด้วยบรรยากาศโศกเศร้า หรือแม้แต่ไฮไฟว์ส่วนตัวที่ http://trojancop.hi5.com ก็มีเพื่อนฝูง ญาติ และคนใกล้ชิด เข้ามาร่วมให้คอมเมนท์ไว้อาลัยกับการจากไป ในโอกาสนี้ไทยรัฐออนไลน์ และทีมข่าวไอทีไดเจส ขอให้อาลัยกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของนายณัฐวัฒน์ ปาใจ หวังว่าท่านผู้อ่าน และผู้ที่ใช้งานไอโฟนจะคิดถึงเขา ในฐานะที่ทำตัวอักษรภาษาไทยให้ใช้งานบนไอโฟนได้ และจะเป็นตัวอย่างของนักพัฒนา ที่คนรุ่นใหม่น่าดำเนินรอยตามต่อไป
เริ่มต้นหัวข้อได้หน้ากลัวมากครับแต่นี้ไม่ใช้หนังเป็นเพื่องแค่Fw mail ครับลองอ่านกันดูครับ
Subject: จุดจบประเทศไทย ปี 2553


ปี 2553 จุดจบประเทศไทย......ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย
เรื่องนี้คนไทยทุกคนควรที่จะได้รู้ .....ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา .....ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน

สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโค
ซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง
เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14 ประเทศ
ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น
แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์
และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะ และอีกหลายประเทศ ที่จะเกิดตามมา

ผมเป็นนักทรัพยากรมนุษย์หลายปี เห็นอะไรขำขำ
มาก็มากผ่านการพัฒนาองค์กร มานับครั้งไม่ถ้วนแก้ปัญหาด้านแรงจูงใจของพนักงานมาก็มากมายแต่ทราบมั้ยครับ ว่าอะไรเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้พนักงานหมดศรัทธากับองค์กรจนเป็นคนที่หมดไฟ
เป็นไม้ตายซาก (Deadwood) ขององค์กรลองดูนิทานอีสป เรื่องนี้กันครับ

ต้นกำเนิดวันปีใหม่ของเขาที่มันดันต้องมาเกี่ยวกับเราอิอิ เพราะวันสงกรานต์ปีใหม่ไทย คือปีใหม่ไทยนี้น่าแต่ยังไงก็ขอเล่าหน่อยนึงละกันอิอิ


มีเรื่องเล่ากันว่า จริงๆ แล้วในอดีต วันปีใหม่ไม่ใช่วันที่ 1 มกราคม หรอกนะคะ แต่เป็นวันที่ 1 มีนาคม ตามปฏิทินโบราณของชาวโรมัน โดยปฏิทินนี้จะมีแค่ 10 เดือน และเดือนมีนาคมจะเป็นเดือนแรกของปี เพราะปฏิทินจะนับตามการโคจรของดวงจันทร์ โดยเริ่มจากฤดูใบไม้ผลิ จนถึงสิ้นฤดูใบไม้ร่วง

สำหรับการเฉลิมฉลองปีใหม่เริ่มขึ้นครั้งแรกในยุคเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ สองพันปีที่แล้วประมาณช่วงกลางเดือนมีนาคม เรียกว่า vernal equinox ต่อมาชาวอียิปต์ เปอร์เซีย และเฟนีเชียนเริ่มเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ของพวกเขาในช่วงเวลา fall equinox น้องๆ คงสงสัยสินะคะว่า Equinox คืออะไร เราสามารถให้คำจำกัดความของ Equinox ได้ว่า คือ ช่วงเวลาที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ซึ่งมักจะเกิดในช่วงวันที่ 21 มีนาคมและ 23 กันยายน ส่วนชาวกรีกจะเฉลิมฉลองตาม winter solstice หรือวันที่มีกลางวันสั้นที่สุด ทางซีกโลกเหนือ ซึ่งก็คือช่วง 22 ธ.ค. ถึง 5 ม.ค. นั่นเอง
นัยอันลึกล้ำของคำ “ขอบคุณ”


ขอบคุณความไม่มี
ที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้

ขอบคุณความยากจน
ที่ทำให้เป็นคนมุมานะ

ขอบคุณความล้มเหลว
ที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ
ส่วนที่เหลือ
ขอบคุณความผิดพลาด
ที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม

ขอบคุณความริษยา
ที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ขอบคุณคำวิพากษ์ วิจารณ์
ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ

ขอบคุณความไม่รู้
ที่ทำให้รู้จักครูชื่อประสบการณ์

ขอบคุณความผิดหวัง
ที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นมาใหม่

ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้า
ที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ

ขอบคุณมหกรรมคอรัปชั่น
ที่ทำให้เราอยากสร้างสรรค์การเมืองใหม่

ขอบคุณความป่วยไข้
ที่ทำให้เราตั้งใจดูแลสุขภาพ

ขอบคุณความทุกข์
ที่ทำให้รู้ว่าความสุขมีค่าแค่ไหน

ขอบคุณความพลัดพราก
ที่ทำให้เราสละจากความยึดติดถือมั่น

ขอบคุณเพลิงกิเลส
ที่ทำให้เรามีเหตุอยากถึงพระนิพพาน

ขอบคุณความตาย
ที่ทำให้ฉากสุดท้ายของชีวิตสมบูรณ์แบบ



ท่าน ว.วชิรเมธี
๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

ขอบคุณบทความจากทำดีดอทเน็ต(ป้าแก้ว)
ไม่ได้อัปเดทหลายวันเนื่องมาจากว่าพาแแม่ไปเที่ยวเนื่องในวันแม่มาครับเลยทำให้ทุกอย่างติดขัดไปหมดเพราะผมนึกว่าผมตั้งออโต้ใว้ที่จริงตั้งใว้อีกบล็อคแง้ๆขอโทษแฟนๆด้วยนะ
อยากให้เพื่อนๆได้อ่านนะครับ.....และทำดีกับแม่ให้มากๆก่อนที่จะไม่มีโอกาส
ผมอ่านเจอมาดีมากเลยครับ


ในขณะที่.... ผมก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไป เรียน เที่ยว นอน กิน
ดึกๆ ผมก็โทรคุยกับแฟนของผม
ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผม
และผมก็เชื่อว่าใครๆ เค้าก็ทำแบบนี้กัน
'จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง'
'กินกับอะไรบ้าง แล้วตอนกินตัวเองคิดถึงเค้ามั้ยเนี่ย'
'รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นผีเนี่ย เค้าอยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง'
'ตัวเองวางก่อนดิ ก่อนดิ'


ประโยคต่างๆ ที่ผมได้คิดและคัดสรรเตรียมพร้อมมาต่างๆ ก่อนโทร
ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับการคุยโทรศัพท์
ระยะเวลาอันผมได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น
พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
แต่ผมก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าผมไร้สาระ
ก็ไม่เห็นหรอคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกัน
'เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่าง กิจวัตรอีกอย่างนึงของผมก็คือ


แม่ของผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน' 'ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง'
'เย็นนี้กินข้าวอิ่มมั้ย' 'วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง' 'อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ'

โธ่!คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบไปแบบเดิมๆ
แม่ผมก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ
โชคดีที่ผมพยายามตัดบทคุย
ผมกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว
ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้ผมทำยังไง
จนกระทั่งวันนั้น 'ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย'
'เร็วๆสิ เค้ายังอุฒส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ'
'แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ'
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่ามีสายซ้อน
ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า 'Home'
'โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย'
ผมไม่สลับสายผม ผมยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป
เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คงเป็นประโยคเดิมๆ


'และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย ที่ผมจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่'


หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า
เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า และแม่ของผมขัดขืน
และได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง
แม่เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ญาติของผมเล่าอีกว่าตอนไปพบศพแม่นั้น
ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่น


และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจ
หรือเรียกรถพยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหา 'ผม'
สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือ โทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม
วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม ผมพูดอะไรไม่ออก มือและตัวของผมสั่น
วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของผม


ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต


ผู้หญิงคนเดียวที่ผมสามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา


โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่
ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ


คนเดียวในโลก ที่โทรมาหาผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ


คนเดียวในโลกที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหา ผม


'และคนเดียวในโลก ที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายในชีวิต'


ในบางครั้งประโยคที่ว่า 'ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว'
มันก็ไม่เป็นความจริง 'เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว'
อาจเป็นเพราะเวรกรรมของผม


หลังจากนั้นไม่นานแฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลาย ๆ ชั่วโมงก็ทิ้งผมไป
วันนี้ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น


หลายๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการกระทำของเ ราเอง
'เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป'


ทุกวันนี้ผมนั่งมองโทรศัพท์
รอที่จะตอบคำถามเดิมๆ ให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง
แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีอีกแล้ว

เอามาจากเด็กดีครับ
เอาบทความดีๆมาฝากกันครับ
น่าเสียดาย ที่เรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
แต่เรากลับศรัทธาไสยศาสตร์หัวปักหัวปำ

น่าเสียดาย ที่เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสนดี
แต่เรากลับมีคนโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง

น่าเสียดาย ที่เรามีวัดอยู่เกือบทุกหมู่บ้าน/ตำบล
แต่เรากลับมากด้วยคนขาดจริยธรรมอยู่ทั่วไป

น่าเสียดาย ที่เราสถาปนาประชาธิปไตยตั้งแต่ พ.ศ. 2475
แต่เรากลับมีปฏิวัติ/รัฐประหารมาแล้ว 14 ครั้ง

น่าเสียดาย ที่เรามีมหาวิทยาลัยมากมายติดอันดับโลก
แต่เรากลับโชคร้ายที่คนไทยชอบดูดวงบวงสรวงเทพยดา

น่าเสียดาย ที่เรามีป่าไม้-แม่น้ำ-ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
แต่เรากลับเทิดทูนการทำลายแทนการรักษา

น่าเสียดาย ที่เรามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง
แต่เรากลับเก่ง "การลอกเลียนแบบ" เป็นที่สุด

น่าเสียดาย ที่เรามีสื่อมวลชนมากมายไร้พรมแดน
แต่เจ็บปวดเหลือแสนเมื่อสื่อมวลชนมุ่งแต่การขายสินค้า

น่าเสียดาย ที่เรามีกฎหมาย
แต่เรากลับปล่อยให้มีการใช้กฎหมู่จนเป็นเรื่องธรรมดา

น่าเสียดาย ที่เรามีหนังสือมากมายหลายพันเล่มในห้องสมุด
แต่สถิติสูงสุดคือเราอ่านหนังสือกันปีละ 8 บรรทัด

น่าเสียดาย ที่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้ก่อนประเทศในโลกที่สาม
แต่เรากลับเสื่อมทรามเพราะใช้ส่งภาพถ่ายคลิปโป๊

น่าเสียดาย ที่เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง
แต่เรากลับจ้องจะดูแต่ละครน้ำเน่า

น่าเสียดาย ที่เรามีพ่อแม่อยู่ในบ้าน
แต่เรากลับปล่อยให้ท่านอยู่อย่างเปลี่ยวเหงา

น่าเสียดาย ที่เราสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้
แต่เรากลับชอบใจที่จะเป็นคนเลวตลอดกาล

น่าเสียดาย ที่เราเป็นอิสระจากความอยากได้
แต่เรากลับพึงใจอยู่กับการสนองความอยาก

น่าเสียดาย ที่เราบรรลุนิพพานได้ในชาตินี้
แต่เรากลับยินดีอยู่แค่การทำบุญให้ทาน


จาก http://www.dhammajak.net