Blog Archive
-
►
2011
(1)
- ► 06/19 - 06/26 (1)
-
►
2010
(7)
- ► 10/24 - 10/31 (1)
- ► 09/19 - 09/26 (1)
- ► 09/12 - 09/19 (2)
- ► 08/22 - 08/29 (1)
- ► 08/15 - 08/22 (2)
-
▼
2009
(195)
- ► 12/06 - 12/13 (2)
- ► 11/22 - 11/29 (1)
- ► 11/15 - 11/22 (1)
- ► 08/23 - 08/30 (1)
- ► 08/16 - 08/23 (2)
- ► 08/09 - 08/16 (5)
- ► 08/02 - 08/09 (9)
- ► 07/26 - 08/02 (15)
- ► 07/19 - 07/26 (21)
- ► 07/12 - 07/19 (22)
- ► 07/05 - 07/12 (13)
- ► 06/28 - 07/05 (9)
- ► 06/21 - 06/28 (6)
- ► 06/14 - 06/21 (14)
- ▼ 06/07 - 06/14 (9)
- ► 05/31 - 06/07 (4)
- ► 05/24 - 05/31 (4)
- ► 05/17 - 05/24 (9)
- ► 05/03 - 05/10 (3)
- ► 04/05 - 04/12 (3)
- ► 03/29 - 04/05 (7)
- ► 03/22 - 03/29 (5)
- ► 03/15 - 03/22 (11)
- ► 03/08 - 03/15 (5)
- ► 03/01 - 03/08 (14)
Labels
- 100เรื่องความเป็นไทย (37)
- ข่าว (13)
- คลายเครียด (1)
- แค่อยากเล่า (41)
- โฆษณาดีๆ (4)
- จุดกำเนิด (3)
- ชุดไทยควรรู้ (8)
- ต้นกล้าอาชีพ (13)
- ตำนานโบราณ (18)
- ทริปริมทาง (7)
- นิยายดีๆ (5)
- บทความดีๆ (30)
- ภาพหาดูอยาก (6)
- รายการ วิกสยาม (7)
- หนังเก่าหน้าดู (1)
- หาเงินทางเน็ท (3)
- otopไทย (7)
ขับเคลื่อนโดย Blogger.
เมืองคนดีนครศรีธรรมราช
07:07 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ

เมืองคนดีนครศรีธรรมราชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์น่าไปเยือนมากเมืองหนึ่งนอกจากจะมีป่าไม้ที่ อุดมสมบูรณ์และสวยงาม เช่นเขาหลวง(ผมกลัวเขานี้จัง) หรือชุมชนพัฒนาตัวอย่างที่บ้านคีรีวง ที่เมืองนครฯก็ยังเป็นแหล่งศิลปะวัฒนธรรม ทั้งหนังตะลุง โนรา ที่แฝงไว้ด้วยคติธรรม และเป็นเมืองพุทธในแดนใต้ ดังมีพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มรดกทางวัฒนธรรมที่เมืองนครมีอยู่ในปัจจุบันนั้นได้รับการสะสมมาจากประวัติ ศาสตร์อันยาวนานกว่า 1800 ปี
“ตามพรลิงค์” คือแคว้นที่เคยตั้งอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราชปัจจุบัน ได้รับการบันทึกอยู่ในเอกสารมิลินทปัญหาของอินเดียตั้งแต่ พุทธศตวรรษที่ 5 และเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่พ่อค้าจากอินเดีย จีน ตะวันออกกลาง ด้วยเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ตั้งอยู่บนคาบสมุทรที่กั้นน่านน้ำทั้งสองด้าน จึงเหมาะที่จะเป็นเส้นทางแลกเปลี่ยนสินค้าจากทั้งสองฝั่งสมุทร และประกอบกับมีอ่าวที่เป็นท่าจอดเรือได้ พร้อมกันนั้นศาสนาพราหมณ์ก็ได้แพร่เข้ามาด้วย พบหลักฐานมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-14
ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 14-16 อาณาจักรศรีวิชัยที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองครหิ ไชยา มีอำนาจปกครองเหนือดินแดนแถบคาบสมุทร พุทธศาสนานิกายมหายานจึงได้แพร่เข้ามาที่แคว้นตามพรลิงค์ด้วย
เมื่อ เข้าสู่พุทธศตวรรษที่ 17-18 แคว้นตามพรลิงค์รุ่งเรืองสูงสุด ผู้ครองแคว้นตั้งตนเป็นกษัตริย์ทรงนามพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช พร้อมกันนั้นได้สถาปนาราชวงศ์ปทุมวงศ์ และแผ่อิทธิพลรวมทั้งพุทธศาสนาไปยังเมืองต่างๆในภาคใต้ จนเป็นที่ยอมรับว่านครศรีธรรมราชเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยนั้น
เมืองนครศรีธรรมราช หรือ นครอันเป็นสง่าแห่งพระราชาผู้ทรงธรรม รุ่งเรืองอยู่ประมาณร้อยกว่าปี และเสื่อมลงเมื่อยกทัพไปตีเมืองลังกา และโจรชวาถือโอกาสเข้าปล้นเมืองถึง 3 ครั้งประกอบกับเกิดไข้ห่าระบาด จึงเป็นเหตุให้บ้านเมืองถูกทิ้งร้าง จนกระทั่งสมัยอยุธยา ผู้คนเริ่มกลับมาตั้งบ้านเมืองใหม่อีกครั้ง และนครศรีธรรมราชได้กลายมาเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ของราชอาณาจักรอยุธยา
ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงรัชกาลที่ 5 ได้มีการแก้ไขการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ใหม่ นครศรีธรรมราชได้เปลี่ยนฐานะเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ. 2439 จนกระทั่ง พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงได้ยุบมณฑลนครศรีธรรมราชและเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน พอประมาณนะครับถ้ายาวกว่านี้กลัวจะไม่อ่านกัน
ป้ายกำกับ:
ตำนานโบราณ
|
0
ความคิดเห็น
ต้นกล้าอาชีพ ตอนที่4 ต้นกล้าacademy
06:58 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ
มีน้องในโครงการต้นกล้าอาชีพที่ผมไปเรียนส่งรุปมาให้ ผมเลยเอามาลงให้เป็นต้นกล้าacademy ไปซะงั้นเลย นี้รูปน้องเขาครับ



กล้องที่ใช้เป็นกล้องมือถือครับ i-mobile 625 มั้งนะผมก็ไม่แน่ใจ แต่เป็นคนที่ขยันมาเรียนพอสมควรเลยแล้วจะเอารูปน้องๆที่เหลือมาให้ดูครับ
เอกลักษณ์ ที่โดดเด่นหัวต้องแดงใว้ก่อน

น้องคนนี้ชื่อโยครับ

นั้นมั่นใจได้อีก

กล้องที่ใช้เป็นกล้องมือถือครับ i-mobile 625 มั้งนะผมก็ไม่แน่ใจ แต่เป็นคนที่ขยันมาเรียนพอสมควรเลยแล้วจะเอารูปน้องๆที่เหลือมาให้ดูครับ
ป้ายกำกับ:
ต้นกล้าอาชีพ
|
0
ความคิดเห็น
สระบุรีต้องการความช่วยเหลือ
06:28 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ

ผมไปเจอเข้าที่บอร์ดของเว็บthaiseoเห็นว่ามันเปนข่าวที่หน้าสนใจสำหรับผม และคิดว่าอยากจะช่วยเขาเลยเอาเรื่องนี้มาลงที่บล็อค เรื่องโทรศัพท์พื้นฐานและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าไม่ถึงพื้นที่บ้าน ม.2 ต.ตลิ่งชัน อ.เมือง จ.สระบุรี เพียงเพราะไม่สามารถลากสายเคเบิ้ลข้ามทางรถไฟได้! และชมแผนที่ภาพถ่ายทางดาวเทียมบริเวณพื้นที่หมู่ 2 ตำบลตลิ่งชันที่มีปัญหาไม่มีบอร์ดแบนด์อินเทอร์เน็ตเพราะ ลากสายเคเบิ้ลมาไม่ได้!ที่รูปด้านบนครับเอาใจช่วยนะครับ คนไทยเดือดร้อนไม่มีใครช่วยได้นอกจากคนไทยด้วยกัน
อันนี้ช่องทางรายละเอียด hxxp://mysaraburi.com (ตรงxxเปลี่ยนเป็นttนะครับ)
ป้ายกำกับ:
ข่าว
|
0
ความคิดเห็น
ตำนาน นางกวัก
06:16 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ

ตำนานเล่ากันว่า ปู่เจ้าเขาเขียวพันธมิตรร่วมกับท้าวอุณาราช ยักษ์ผู้ทรงฤทธิ์ ได้ส่งลูกสาวคนเดียวที่ชื่อนางกวัก ไปช่วยเหลือดูแลนางประจันทร์ เหตุเพราะนางประจันทร์คอยดูแลบิดา
คือ ท้าวอุณาราช ที่ถูกศรพระรามปักกลางอกแล้วสาปเอาไว้ที่เขาวงพระจันทร์อย่างทุกข์ทรมาน
หลังจากนางกวักมาอยู่กับนางประจันทร์แล้ว ชาวเมืองที่เคยเกลียดชังท้าวอุณาราชกลับหามีความคิดเยี่ยงนั้นต่อไปไม่ แม้สำนักของนางประจันทร์จะทุรกันดารปานใด ประชาชนพลเมืองก็ยังเดินทางมาอย่างไม่ย่อท้อ พากันเอาลาภสักการะแก้วแหวนเงินทองมาสำนักของนางประจันทร์ผู้ที่มีความ กตัญญูต่อบุพการีอย่างมาก
ด้วยเหตุจูงใจอย่างนี้ โบราณาจารย์ผู้ชาญฉลาดจึงได้สร้างเครื่องรางเป็นรูปนางกวักขึ้นในลักษณะนั่ง ยกมือขวาครองผ้าสไบเฉียง บูชาด้วยทัพสัมภาระต่างๆ เสกด้วยคาถาหัวใจนางกวัก จนมือขยับไปมาหน้าหลังได้แล้วจึงเสร็จพิธี
หลายเกจิคณาจารย์ผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จ.นครปฐม หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา มีทั้งสร้างจากไม้แกะและสร้างจากงาแกะในรูปแบบลักษณะศิลปะที่มีความแตกต่าง กันออกไป ขนาดของนางกวักจึงมีความแตกต่างกันออกไป บางนางมีขนาดใหญ่สำหรับตั้งโต๊ะบูชา บางนางมีขนาดเล็กสำหรับห้อยคอ
ด้วยคติที่เชื่อกันว่านางกวักเมื่อนำมาบูชาแล้วต้องสักการะด้วยน้ำแดง อาหารคาวหวานบ้างตามแต่เหตุปัจจัย จะทำให้ธุรกิจร้านค้านั้นเจริญรุ่งเรือง
หลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน จ.สมุทรสาคร ท่านเป็นพระเกจิขลังศักดิ์สิทธิ์อีกรูปหนึ่ง คราวหนึ่งท่านไปงานบ้านโยมละแวกตลาดในเมือง ครั้นถึงเวลาที่จะต้องเจิมร้านเพื่อเป็นสิริมงคลในวันเปิดร้านใหม่ ทางเจ้าภาพไม่ได้ตระเตรียมบันไดให้ท่านขึ้นไปเจิม เพราะว่าป้ายร้านอยู่สูงมาก ท่านจึงบอกศิษย์ว่าไม่ต้องก็ได้เดี๋ยวทำให้เอง
หลวงปู่ยืนนิ่งกำหนดองค์ภาวนาหลับตาอยู่ครู่ใหญ่ๆ หน้าของท่านเริ่มแดงเป็นสีฝาดแววตาเป็นประกายบ่งบอกถึงความเมตตา แล้วท่านก็สั่งให้ศิษย์ที่ติดตามท่านเอาแป้งเจิมดินสอพองผสมน้ำมันจันทน์หอม มา แล้วหลวงปู่เอานิ้วชี้มือขวาจุ่มแป้งเจิมมาเขียนอักขระยันต์กลางฝ่ามือซ้าย ปลายมือหันไปทางป้ายร้าน กำกับด้วยคาถาหัวใจแล้วเป่าลงไปที่กลางฝ่ามือ..เพี้ยง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
เพราะทุกคนเห็นเป็นหนึ่งเดียวกันว่ายันต์ที่เขียนบนฝ่ามือหายไป แต่ไปติดอยู่ที่แผ่นป้ายหน้าร้านอย่างอัศจรรย์ ศิษย์ถามว่าหลวงปู่ใช้ยันต์อะไร ท่านตอบว่าใช้ยันต์หัวใจนางกวัก อีก 5 วันเจ้าของร้านไปกราบเล่าความให้หลวงปู่ฟังว่า ตั้งแต่วันเปิดร้านเป็นต้นมาค้าขายดีผิดหูผิดตา หลวงปู่รอดจึงดำริสร้างนางกวักจากไม้ไผ่สีสุกแต่จำนวนไม่มาก ให้แก่ศิษย์ที่ทำการค้าขาย
แต่นางกวักของหลวงปู่ที่สร้างขึ้นนี้มีขนาดเล็กสำหรับห้อยคอ แกะแล้วจุ่มรักปิดทองอร่ามสวย แต่ลายละเอียดไม่มากนัก ด้วยเป็นฝีมือแกะของช่างชาวบ้านที่เป็นลูกศิษย์ ชาวสมุทรสาครต่างหวงแหนนักหากบ้านใครมีนางกวักของหลวงปู่รอด ด้วยเพราะเป็นของเก่าและหายากกว่าเครื่องรางชนิดอื่นๆ ของท่าน ใครเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวคนใหม่น่าจะหานางกวักไปตั้งในสนามบินสุวรรณภูมิ ให้นางช่วยกวักเรียกนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเมืองไทยเยอะๆ แทนรูปปั้นรามเกียรติ์ คงจะดีไม่น้อย
ภาพหน้ากลัวไปหรือป่าวหว่า
ที่มา ไทยโพสต์
ป้ายกำกับ:
ตำนานโบราณ
|
0
ความคิดเห็น
ต้นกล้าอาชีพ ตอนที่3 ยามดีเด่นและปริ้นเตอร์
05:58 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ

ป้ายกำกับ:
ต้นกล้าอาชีพ
|
0
ความคิดเห็น
ตำนานบาสไทย
08:09 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ

บันทึกของโอลิมปิกสากลระบุไว้ว่า กีฬาบาสเกตบอลเริ่มนำเข้ามาในเมืองไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2477 โดยครูชาวจีนชื่อ นายนพคุณ พงษ์สุวรรณ อาจารย์สอนภาษาจีนโรงเรียนมัธยมบพิตรพิมุข ได้แปลกติกากีฬาบาสเกตบอลให้กับกรมพลศึกษา เพื่อนำไปอบรมครูฝึกสอนต่อไป มี พ.ต.อ.หลวงชาติตระการโกศล นักเรียนนอกจากสหรัฐอเมริกาและผู้เล่นระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐ เป็นผู้นำไปเผยแพร่การเล่นในระดับวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ
กระทั่งได้รับความนิยมมากขึ้นจนตั้งเป็นสมาคมบาสเกตบอลสมัครเล่นแห่งประเทศ ไทย และได้รับการรับรองจากสมาคมบาสเกตบอลนานาชาติได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2496 ในกรุงเทพมหานคร เริ่มจัดการแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลประจำปีระหว่างนักเรียนชายขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2477 สมัยที่ น.อ.หลวงศุภชลาศัย ร.น. ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพลศึกษา
ย้อนไปได้ไกลกว่านี้ นายมนัส โอภากุล บันทึกไว้ว่า ในขณะที่เรียนอยู่ระดับประถมที่โรงเรียนป้วยเอ็ง (เผยอิง) เมื่อปี 2470 ก็ได้เล่นบาสเกตบอลแล้ว และเมื่อปี 2475 มีการจัดการแข่งขันกีฬาสากลของโรงเรียนจีนทั่วประเทศ ทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนที่เขาเป็นหัวหน้าทีมได้รางวัลชนะเลิศ และดังถึงขนาดทีมมหาวิทยาลัยกั๊กเจี๊ยะ จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่และมหาวิทยาลัยหนานหยาง จากประเทศสิงคโปร์ เดินทางมาร่วมแข่งขันด้วย
ผู้ที่มีบทบาทเผยแพร่บาสเกตบอลในประเทศไทยมากอีกกลุ่มหนึ่งคือสมาคม ชาวอเมริกัน "วายเอ็มซีเอ (Y.M.C.A.)" เริ่มเล่นที่สนามของสมาคมแถววรจักร จากนั้นก็ขยายกันออกไปในกลุ่มคนจีนตามโรงเจทั้งหลาย จะมีสนามบาสทั่วไป ถึงต่างจังหวัดอย่าง จ.พิษณุโลก จ.นครราชสีมา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อ.จันดี อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช แล้วที่ภาคใต้ก็แพร่หลายถึงขนาดจัดการแข่งขันชิง "ถ้วยทองคำ" ทองคำแท้ๆ และผู้เล่นทีมชาติส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กที่มาจากจังหวัดเหล่านี้ทั้งนั้น ที่กรุงเทพฯ ก็มีการแข่งขันชิงถ้วย "เจียงหวย" หรือถ้วยสมาคมจีน ที่จริงเรียกกันโรงเรียนสาทร จัดเป็นประจำทุกปี คนแน่นเต็มไปหมด แล้วก็ยังแข่งที่หน้าศาลาว่าการ กทม. ที่เรียกกันว่า "สนามเสาชิงช้า" ผู้เล่นจะเป็นระดับเริ่มต้นที่เฟื่องฟูมาก
-------------------ทีมบาสไทยเคยแข่ง "โอลิมปิก" มาแล้ว 3 ครั้ง------------------------
ถ้ากล่าวถึงทีมบาสเกตบอลระดับโลกแล้ว ต้องยอมรับว่าทีมสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าแห่งกีฬายัดห่วงนี้ แล้วยังเป็นกีฬาประจำชาติของสหรัฐด้วย ไม่ใช่พูดกันลอยๆ แต่จากสถิติเหรียญทองกีฬาระดับโลก อย่างเหรียญทองโอลิมปิก ตั้งแต่ปี 2479-2543 ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทองมากที่สุดคือ ทีมสหรัฐ คว้าไปถึง 11 สมัย ทีมสหภาพโซเวียต คว้าไป 2 สมัย ที่สอดแทรกขึ้นมาได้ 1 สมัยเหนือสหรัฐ ก็คือทีมจากยุโรปตะวันออกอย่างทีมยูโกสลาเวีย
สำหรับทีมบาสเกตบอลจากประเทศไทยนั้น ทำได้ดีที่สุดคือติดอันดับ 15 ของกีฬาโอลิมปิก ในการเข้าร่วมการแข่งขันเมื่อปี 2499 ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย สำหรับทีมจากประเทศในเอเชียนั้น เคยติดอันดับ 1 ใน 10 ของระดับโลกมาแล้ว จากเอกสารของคณะกรรมการโอลิมปิกรวบรวมไว้นั้น ทีมจากเอเชียที่ติดอันดับคือ ฟิลิปปินส์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี บันทึกของโอลิมปิกสากลระบุไว้ว่า กีฬาบาสเกตบอลเริ่มนำเข้ามาครั้งแรกเมื่อปี 2477 โดยครูชาวจีนชื่อนายนพคุณ พงษ์สุวรรณ อาจารย์สอนภาษาจีน โรงเรียนมัธยมบพิตรพิมุข แปลกติกากีฬาบาสเกตบอลให้กรมพลศึกษาเพื่อนำไปอบรมครูฝึกสอน ต่อมา พ.ต.อ.หลวงชาติตระการโกศล นักเรียนนอกจากสหรัฐอเมริกาและผู้เล่นระดับมหาวิทยาลัยของสหรัฐ เป็นผู้นำไปเผยแพร่การเล่นในระดับวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ
ได้รับความนิยมมากขึ้นจนตั้งเป็นสมาคมบาสเกตบอลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และได้รับการรับรองจากสมาคมบาสเกตบอลนานาชาติสำเร็จเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2496 เพียง 2 ปีหลังจากนั้น ทีมบาสเกตบอลไทยก็เดินทางไปร่วมการแข่งขันระดับโอลิมปิกครั้งแรก แล้วยังมีโอกาสส่งทีมบาสเกตบอลไปร่วมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกอีก 2 ครั้งคือ การแข่งขันที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2503 และการแข่งขันที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2507
จากเอกสารโอลิมปิกสากล ระบุว่า ในการแข่งขันโอลิมปิกปี 2499 ทีมสหรัฐทำคะแนนเฉลี่ยต่อเกมได้สูงถึง 100 แต้ม และเฉลี่ยคะแนนชนะคู่แข่งขันกว่า 53.5 แต้ม ในการแข่งขันครั้งนี้ทีมสหรัฐชนะทีมไทย 101-29 แต้ม ทีมจากเอเชียที่เข้าร่วมแข่งขัน คือ ชนะทีมญี่ปุ่น 98-40 แต้ม ชนะทีมฟิลิปปินส์ 121-53 แต้ม
ทีมจากสหรัฐคว้าเหรียญทองชนะรวด 8 ครั้ง ส่วนทีมไทยนั้น มีสถิติระบุไว้ว่าแข่งขันทั้งสิ้น 7 ครั้ง แพ้ทั้ง 7 ครั้ง ในเอกสารที่ค้นได้บันทึกไว้ว่า ทีมไทยแพ้ทีมฟิลิปปินส์ 55-94 (24-34) ในการแข่งขันเมื่อปี 2507 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทีมไทยแพ้ทีมฟิลิปปินส์ 71-98
นี่คือบันทึกของโอลิมปิกสากล เกี่ยวกับการแข่งขันของทีมบาสเกตบอลไทยที่ไปร่วมการแข่งขันกีฬาระดับโลก อย่างกีฬาโอลิมปิก 3 ครั้ง ตั้งแต่นั้นมาทีมบาสเกตบอลไทยก็ไม่เคยไปร่วมการแข่งขันอีกเลย
นักกีฬาบาสเกตบอลทีมชาติไทยที่เคยไปร่วมทีมแข่งขันระดับโอลิมปิกมาแล้ว ปีกซ้ายชื่อดังในยุคโน้น นายวัฒน์ ธีปฏิมากร ขณะนี้อายุ 71 ปีแล้ว แต่ยังคงออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการเล่นบาสเกตบอล เคยร่วมทีมสองครั้งเมื่อปี 2503 และ 2507 เขาย้อนรำลึกว่า "ทีมชาติไทยยุคนั้น ถือว่าเป็นทีมระดับนำของเอเชีย มีคู่แข่งที่สำคัญและผู้ชมให้ความสนใจมาก อย่างทีมฟิลิปปินส์ ทีมญี่ปุ่น และทีมเกาหลี ผลัดกันแพ้ชนะในเกมการแข่งขันทุกระดับ" คุณวัฒน์ บอกอีกว่า "ผมขนลุกเลยครับที่ได้ไปร่วมแข่งขันครั้งนั้น โดยเฉพาะในพิธีเปิดและปิดการแข่งขัน ทีมกีฬาเดินเป็นขบวนเข้าไปในพิธี มีผู้คนต้อนรับเต็มไปหมดสองข้างทางถนน มีเสียงตบมือให้เกียรติตลอดเวลา และนักกีฬาแลกเปลี่ยนลายเซ็นกันอย่างเป็นกันเอง เป็นความทรงจำตลอดชีวิตจนถึงวันนี้"
ที่ฮือฮามากในระดับโอลิมปิกอีกเรื่องเกี่ยวกับนักกีฬาบาสเกตบอล คือบันทึกของโอลิมปิก เขียนไว้ว่า นายวีระชัย ธนสุกาญจน์ พ่อของ "แทมมี่" แทมมารีน ธนสุกาญจน์ นักเทนนิสติดอันดับของไทย ที่เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกในนามทีมชาติไทย พ่อลูกคู่นี้ได้รับความสนใจมาก เพราะผู้เป็นพ่อ นายวีระชัย เคยเป็นนักบาสเกตบอลทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกมา 2 ครั้งเมื่อปี 2503 และปี 2507 จึงได้รับเกียรติให้เป็นผู้ถือธงชาติไทย นำทีมชาติไทยเข้าสนามแข่งขันโอลิมปิกที่โอลิมปิกสเตเดี้ยม ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา พ่อและลูกเป็นนักกีฬาโอลิมปิกทั้งคู่
ป้ายกำกับ:
100เรื่องความเป็นไทย
|
0
ความคิดเห็น
นักบาสเก็ตบอลไทย
08:01 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ

ด้วยความสูง 6'4" และน้ำหนัก 185 ปอนด์ เขามองตัวเองว่าเป็นคนร่างเล็กเมื่ออยู่ในทีม Nighthawks รัฐแมรี่แลนด์ แต่ความมุ่งมั่นและกำลังใจจากเพื่อนร่วมทีม รวมทั้งคนไทยในวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐใกล้เคียงทำให้เขามีกำลังใจในการแข่งขัน และจะมุ่งฝึกซ้อมอย่างเต็มที่
สำหรับผมแล้วแค่คนเห็นคนไทยทำอะไรดีๆผมก็ดีใจแล้วครับ
ป้ายกำกับ:
ข่าว
|
0
ความคิดเห็น
ตำนานนวนิยายไทย เพชรพระอุมา
08:05 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ

เป็นนวนิยายแนวผจญภัยที่มีขนาดความยาวมากที่สุดในประเทศไทย และนับว่าเป็นนวนิยายที่มีความยาวมากที่สุดในโลก บทประพันธ์โดย พนมเทียน ซึ่งเป็นนามปากกาของนายฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ และตีพิมพ์ต่อเนื่องในหนังสือพิมพ์รายวัน ใช้ระยะเวลาในการประพันธ์ยาวนานกว่า 25 ปี โดยพนมเทียนเริ่มต้นการประพันธ์เพชรพระอุมาในวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2507 และสิ้นสุดเนื้อเรื่องทั้งหมดในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2533 รวมระยะเวลาในการประพันธ์ทั้งสิ้น 25 ปี 7 เดือน กับ 2 วัน
เพชรพระอุมาถูกนำมาตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มซ้ำใหม่หลาย ๆ ครั้งในรูปแบบของพ็อกเก็ตบุ๊ค จำนวน 48 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ลิขสิทธิ์โดยพนมเทียน (เดิมเป็นชนิดปกแข็งจำนวน 53 เล่ม แต่ละเล่มมีความหนาประมาณ 33 ยก หรือ 16 หน้ายก และเมื่อนำมารวมกันทั้งหมดจะมีความหนาประมาณ 1,749 ยก แบ่งเป็นสามภาคได้แก่ ภาคแรก จำนวน 24 เล่ม ภาคสอง จำนวน 15 เล่ม และ ภาคสาม จำนวน 14 เล่ม แต่ปัจจุบันได้รวบรวมเนื้อหาในแต่ละภาคและลดลงคงเหลือเพียงแค่ 48 เล่ม) แบ่งเป็นสองภาคคือภาคแรก จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน และภาคสมบูรณ์ จำนวน 24 เล่ม 6 ตอน ตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 ครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2541 และทำการปรับปรุงต้นฉบับเดิมพร้อมกับตีพิมพ์ครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2544 และตีพิมพ์ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2547
โดยเนื้อเรื่องต่าง ๆ ของเพชรพระอุมานั้น พนมเทียนได้นำเค้าโครงเรื่องมาจาก คิง โซโลมอน'ส มายน์ส (King Solomon's Mines) หรือ สมบัติพระศุลี นวนิยายของเซอร์เฮนรี่ ไรเดอร์ แฮกการ์ด (H. Rider Haggard) ที่ผจญภัยในความลี้ลับของป่าดงดิบภายในทวีปแอฟริกา
แค่ประวัติก้ยาววะขนาดนี้แล้ว ่นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย !!! ถ้าท่านเป็นคนติดอะไรง่ายๆ อย่าได้ริลองเป็นอันขาด เพราะนี่คือสิ่งเสพติดอย่างหนึ่ง แค่ได้ลองครั้งเดียว ก็ติดแล้ว ติดง่ายมาก เราเตือนท่านแล้ว ถ้าไม่แน่จริง อย่าได้ริลองเป็นอันขาด ถ้าได้อ่านแล้วถ่านอาจจะรักนวนิยายไทยมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะคนสมัยนี้ถ้าถามว่าอ่านเพชรพระอุมาใหมอ่านตอบว่าไม่เพราะไม่รู้จักแต่ถ้าถามว่ารู้จัก Harry Potter ใหม่คงรู้จักกันเป็นอย่างดี่แต่ผมแนะนำว่าลองไปอ่านก่อนแล้วจะรุ้ว่าทำไมนวนิยายเรื่องนี้ถึงเป็นที่กล่าวขาน hxxp://www.petprauma.com/content/content01.html (ตรงxxคือttครับ) เป็นเว็บแฟนแท้ๆเพชรพระอุมาครับ ขอให้สนุกนะครับ
ป้ายกำกับ:
100เรื่องความเป็นไทย
|
0
ความคิดเห็น
ต้นกล้าอาชีพ ตอนที่2 รุ่นที่3
05:58 | เขียนโดย
mikaalls |
แก้ไขบทความ

เข้าเรื่องดีกว่าผมไปเรียนได้หนึ่งอาทิตย์แล้ว ได้ความรู้มาพอสมควรเหมือนกันบวกกับได้ไอเดียบางอย่างจากคนทีไปร่วมเรียนด้วยกันมาทำเว็บของตัวเอง ได้ผลพลอยได้มาเยอะเหมือนกันครับ เพราะได้เพื่อนเพิ่มมาอีก11คนเนอะ อิอิ น้องๆเขาเก่งกันทุกคนเลย ที่เรียกน้องๆเพราะผมแก่อยู่คนเดียวนะซิตอนนี้ ผม24เองน่า ทำไมรู้สึกว่าเรามันแก่หว่าอาจเป็นเพราะสถานที่ไปเรียนมีแต่เด็กๆมั้ง ก็เทคนิคสมุทรสาครนิ รอเรียนครบ20วันก่อนจะทำเว็บสอนซ่อมคอมออนไลน์ กับเขาบ้าง เตรียมกล้องใว้พร้อมแล้วด้วย
ส่วนเสื้อข้างบนนั้นคือแบบเสื้อต้นกล้าฯ มัคคุเทศก์ ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา เอามาให้ดูเพราะเห็นว่ามันสวยดีครับอยากได้แบบนี้มั้งจัง
ป้ายกำกับ:
ต้นกล้าอาชีพ
|
1 ความคิดเห็น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)