ขับเคลื่อนโดย Blogger.
ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง..มีเพื่อนต่างเพศอยู่คู่หนึ่ง เป็นเพื่อนที่รักกันมากฝ่ายชายจะเดินไปส่งฝ่ายหญิงที่บ้านเสมอทุกวัน

เวลาผ่านไป จนทั้ง สองอยู่ มหาวิทยาลัยฝ่ายหญิงเริ่มไปแอบชอบ ผู้ชายคนนึง และได้ถามเพื่อนชายว่า

"นี่ เธอ ว่า เค้าเหมาะกับเราไหม"
"เค้าก้อ หล่อดีนะ นิสัยก็ดีด้วย "
"เหรอ! อืม อยากให้เค้ามานั่งอยู่ข้างๆ เราจังเลยเนอะ"

ต่อมาไม่นาน หญิงสาวก็ได้เป็นแฟน กับผู้ชายคนนั้นจริงๆวันนึงหญิงสาวบอกกับ เพื่อนชายของตนว่า"นี่ เธอ ไม่ต้องมาส่งเราทุกวันแล้วแหละ ตอนนี้เค้าจะมาส่งเราแล้ว เราไม่อยากให้ เค้าเข้าใจ ผิดน่ะ""อืม" ฝ่าย ชายตอบรับ และเขาก็ไม่ได้ไปส่งหญิงสาวอีก

ต่อมาหญิงสาวเกิดทะเลาะกับแฟน ของตนจึงมาปรึกษาเพื่อนชายว่า
"เธอ! เด๋ว นี้เขาไม่ค่อยสนใจเราเลยแหละ เธอว่า... เราจะทำอย่างไร ดีหล่ะ!"
"ก้อ เธอ ยังรักเค้าอยู่หรือป่าวหล่ะ" ฝ่ายชายถาม
"ก้อรักสิ และก้อรักมากด้วย"
"ถ้าอย่างนั้น ก็มอบความรักให้เขาต่อไปสิ ก้อเธอรักเค้านี่หน่า"
"อืม ม" หญิงสาวทำตามคำแนะนำของเพื่อนชาย

หลังจากนั้น ... วันหนึ่ง
ระหว่างที่เพื่อนชายหนุ่ม เดินกลับบ้าน เค้าเห็นหญิงสาวนั่งร้องไห้อยู่ข้างทาง
"เธอ เป็น อะไรหน่ะ ทำไมถึงร้องไห้ มีอะไรให้เราช่วยไหม"
"เค้าไม่ รักเราเลยหล่ะ เขาเปลี่ยนไป เด๋วนี้เขาไม่เคยมาส่งเรา ที่บ้านเลย"
"แล้วเราจะ ช่วยอะไรเธอได้บ้างหล่ะ"
"ช่วยอยู่ กับเราซักพักได้ไหม?" หญิงสาวร้องขอ
“ก้อได้ซิ! ทำไมจะไม่ได้หล่ะ”

ทั้งสองได้นั่งอยู่ด้วยกัน โดยไม่พูดจาอะไรกันเลย ในที่สุดหญิงสาวก็เอ่ย ขึ้นมาว่า
"เราควรจะ ทำอย่างไรดี เธอจะช่วยบอกเราได้ไหม ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี"
"เธอยังรัก..เขาอยู่หรือป่าวหล่ะ"
"รักสิ เรา รักเค้ามากเลย แต่เค้า ไม่รักเราเลยนี่หน่า" หญิงสาวร้องไห้โฮ
"แต่เธอก็รัก..เขาไม่ใช่เหรอ"

และชายหนุ่มก็ไปส่งหญิงสาว ที่บ้านอย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน
"ถ้า เมื่อไหร่...ก็ตาม ที่เธออยากให้เรามาส่งเธอที่บ้าน อย่าลืมเรียกเรา นะ"
"อืม" และ หญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านไป

ต่อมาวันหนึ่งชายหนุ่มได้ รับโทรศัพท์จากหญิงสาว
"เราไม่ไหวแล้ว ช่วยมารับเราที"

เสียงของหญิงสาวดูช่าง อ่อนล้า และหมดกำลัง เธอกำลังร้องไห้อย่างฟูมฟายอยู่ ชายหนุ่มได้ไปหาเธอและพาเธอมาส่งบ้านเธอยังคงถามชายหนุ่มนั้น เหมือนที่เคยถามมา ...

"เราจะทำอย่างไรต่อไปดี เราไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว..ดูยังไงๆ เขาก็เหมือนไม่ได้รักเราเลย”
"แล้วเธอเลิก รักเค้าแล้วเหรอ"
"ป่าว! เรา ยังรักเค้ามาก เรายังรักเขาอยู่เหมือนเดิม"
"งั้นก็ เหมือนที่เราเคยพูดไว้ จงรักเขาต่อไป..แม้มันจะเจ็บบ้างก็ตาม

เพราะมันไม่สำคัญหรอกว่า เขาจะรักเธอไหม..? แต่ถ้าเธอยังรักเขา เธอก็คงทำได้แค่เพียงรักเขา...และจงรักเขาให้มากกว่าเดิม เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าเธอรักเขามาก และก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง มีแต่เพิ่มมากขึ้น"อือ ม..แล้วหญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านไป และในที่สุดวันที่เธอเรียนจบก็มาถึง เพื่อนชายหนุ่มของเธอมาแสดงความยินดีกับเธอ เธอรู้สึกแปลกใจมาก ที่เพื่อนชายหนุ่มของเธอ ยังเรียนไม่จบ เธอถามเขาว่า ทำไม..? ชายหนุ่มตอบว่า เขาขี้เกียจไปหน่อย ทำให้เขาต้องเรียนซ้ำวิชาหนึ่งจึงยังเรียนไม่จบ หญิงสาวแปลกใจ เพราะตลอดมา ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนขยันแต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ..

และต่อมาไม่นานแฟนของหญิงสาวก็ได้มาขอเธอแต่งงาน เนื่องด้วยเห็นถึงความรักที่หญิงสาวมีให้หญิงสาวจึงได้ไปชวนเพื่อนชาย เพื่อให้มางานแต่งของเธอ
"เราไม่ว่างจริงๆ เราติดธุระน่ะ! ขอโทษด้วยนะ"

เพื่อนชายตอบเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หญิงสาวโกรธและเสียใจที่เพื่อนชายไม่ยอมมางานแต่ง จึงวางหูกระแทกไป แต่หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจ เมื่อวันที่เธอแต่งงาน ชายหนุ่มได้มาปรากฎตัวก่อนที่งานแต่งจะจบลง

"ยินดีด้วยนะ เรามาแล้วหล่ะ"

หญิงสาวดีใจมากที่เห็นเพื่อนชายของเธอมาถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม เธอรู้สึกมีความสุขมาก ถึงกับกลั้นน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมาไม่ได้ และเพื่อนชายก็พูดว่า เธอมีอะไรให้เราช่วยไหม..?ยิ่งทำให้เธอร้องไห้หนักกว่าเดิม..

...........................

ต่อมาหญิงสาวก็มีความสุข กับชีวิตแต่งงานของเธอ จนไม่มีเวลาได้ติดต่อกับเพื่อนชายอีกเลย จนวันหนึ่งหญิงสาวได้ทะเลาะกับสามีของตน หญิงสาวไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จึงนึกถึงเพื่อนชายขึ้นมา แม้ว่าหญิงสาวจะโทรไปหาเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถติดต่อกับชายหนุ่มคนนั้นได้เลย เธอจึงโทรไปหาเพื่อนของชายหนุ่มคนนั้นเพื่อนของชายหนุ่มเล่าว่า ชายหนุ่มเป็นโรคร้าย เขาไม่สามารถไปไหนได้ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล... มาร่วมหลายเดือนแล้ว หญิงสาวตกใจมาก ถามว่า..เขาเป็นอะไร? เพื่อนชายหนุ่มบอกว่า อาการเขากำเริบ เพราะวันที่ชายหนุ่มต้องมาผ่าตัด ชายหนุ่มดัน ...หายตัว ไปเฉยๆ โดยไม่มีใครรุ้ และเพื่อนของชายหนุ่ม ก็ยังบอกอีก ว่า ..."มันเป็นนิสัยเสียของมันหน่ะ มันชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ ในช่วงเวลาสำคัญๆ คราวที่แล้วตอนสอบไล่ มันก็หายตัวไปจากห้องสอบเฉยเลย ไม่รู้มันหายไปไหน..ถามใคร ก็ไม่มีใครรู้”หญิงสาวตกใจมาก เลยขอที่อยู่ของโรงพยาบาลที่ชายหนุ่มรักษาตัว หญิงสาวไปเยี่ยมชายหนุ่มที่โรงพยาบาล เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ต้อง ตกใจ ! ชายหนุ่มที่เคยดูแข็งแรง กับผอมซูบ ไม่มีแรง เมื่อชายหนุ่มเห็นเธอก็ดีใจ ทักทายเธอเป็นการใหญ่

"เป็นอย่างไรมั่ง ไม่เจอกันตั้งนานเลยน่ะ"

หญิงสาวนิ่งเงียบซักพัก น้ำตาหญิงสาวก็ไหลออกมา

"อ้าวร้องไห้ทำไมหล่ะ เธอหน่ะ ไปทะเลาะกับแฟนมาอีกแล้วเหรอ

จะให้เราช่วยอะไรไหม...?

แต่เราก็คงจะแนะนำเธอไม่ได้เหมือนเดิมนะ"

หญิงสาวเข้าไปหาชายหนุ่ม แล้วก็บอกกับชายหนุ่มว่า

“วันที่เธอ มารับเราเป็นวันสอบไล่เธอใช่ไหม..?"

ชายหนุ่มทำหน้าตกใจและไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้น กลับนิ่งเงียบไป หญิงสาวจึงพูด ต่อ...

"และวันที่ เธอต้องผ่าตัดใหญ่ เธอกลับมางานแต่งงานของเราใช่ไหม..?"

ชายหนุ่มไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว กลับนิ่งเงียบกว่าเดิม

หญิงสาวเข้าไปกอดชายหนุ่ม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ

"ตลอดเวลา เรารักแต่คนอื่น มองแต่คนอื่นเรากลับไม่รู้เลยว่าเธอรักเรามากแค่ ไหน

เรารู้สึกเสียใจจริงๆ ที่ ไม่ได้รักเธอมากกว่านี้"

ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแล้วก็บอก

กับหญิงสาวด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า

"เราบอกเธอ แล้วไง..ถ้าเรารักใครสักคน เราก็ต้องรักเขาให้มากๆและมากขึ้นกว่าเดิม มันไม่สำคัญหรอก..ว่าเขาจะรักเราหรือไม่ มันสำคัญแค่เพียงว่า..เรายังรักเธออยู่หรือเปล่า แค่เราสามารถช่วยเธอได้ นั่นมันก็เป็นความสุขของเราแล้ว ต่อให้เราจะเจ็บสักแค่ไหน..เราก็ยังรักเธอต่อไป และไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลง..หญิงสาวรู้สึกเสียใจมาก นั่งร้องไห้โฮ...อยู่ที่ตักของชายหนุ่ม ชายหนุ่มจึงพูด... ขึ้น ว่า"ถ้าเราหาย เมื่อไหร่... เราจะไปส่งเธอที่บ้านอีกนะ"

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านชุมชนสารภาณนิมิต เขตเทศบาลเมือง จ.นครพนม ว่าจะมีพิธีแต่งงานของบ่าวสาวคู่รักต่างวัย โดยฝ่ายหญิงอายุกว่า 70 ปี ส่วนเจ้าบ่าวมีอายุแค่ 20 กว่าปีเท่านั้น เป็นที่ฮือฮาของชาวบ้าน และแขกเหรื่อที่จะมาร่วมงาน ซึ่งงานมงคลคู่รักต่างวัดจะมีขึ้นที่บ้านเลขที่ 89 ถนนสารภาณนิมิต ภายในชุมชนสารภาณนิมิต

ฝ่ายเจ้าสาวคือ นางทองสุข พุทธวันท์ อายุ 73 ปี ขณะเจ้าบ่าวผู้ตกหลุมรักหญิงต่างวัย คือ นายสมพร จันทรวงศ์ อายุ 26 ปี ทำงานเป็นลูกจ้างโรงงานน้ำดื่มเรนโบว์ อยู่ใกล้บ้านเจ้าสาวไม่ถึง 100 เมตร ในงานเครือญาติมาร่วมยินดีกันพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นกัน

หลังประกอบ พิธีพราหมณ์เสร็จแล้ว เจ้าบ่าวและเจ้าสาวผลัดเปลี่ยนกันสวมแหวน นับเงินสินสอดเป็นธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 20 ฉบับ จำนวน 20,000 บาท และแหวนทองน้ำ หนัก 6 สลึง จากนั้นนายสวย สาผาง พราหมณ์ในพิธี นำไข่ต้ม 1 ฟอง แบ่งครึ่ง ป้อนไข่อ้ายด้วยมือขวาเข้าปากเจ้าบ่าว และป้อนไข่นางด้วยมือซ้ายให้เจ้าสาว ตามความเชื่อว่าให้อยู่กันยืดยาว ก่อนที่ทั้งคู่จะผลัดกันหอมแก้มกันคนละ 3-4 ครั้ง เป็นที่ฮือฮากันของแขกเหรื่อ

นางทองสุข เจ้าสาว กล่าวว่า เคยแต่งงานมีสามีตั้งแต่อายุ 18 ปี มีลูกด้วยกัน 4 คน เสียชีวิต 1 คน ปัจจุบันเหลือลูกสาว 3 คน คือนางแดงต้อย ยอดวิเศษ อายุ 55 ปี นางตุ๊กตา จันโททัย อายุ 51 ปี และ นางฐานเอื่อย ฮามแก้ว อายุ 35 ปี ทุกคนมีครอบครัวกันหมดแล้ว ส่วนอดีตสามีเสียชีวิตแล้วเมื่อ 30 ปีก่อน หลังพบรักครั้งแรกในแคมป์ทหารจีไอ ที่สนามบินนครพนม ขณะนั้นทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในบาร์นาน 11 ปี

เจ้าสาววัย 73 ปี กล่าวถึงวันพบกับเจ้าบ่าวรุ่นคราวหลานว่า หลังครองโสดมานานกว่า 20 ปี เคยมีพ่อค้า คหบดี นักการเมืองหลายคนมารุมจีบ แต่ไม่เคยสนใจ จนกระทั่งเมื่อเดือนมี.ค.2552 พร้อมด้วยญาติ 5-6 คน ไปกินอาหารที่ร้านลำพูนปลาเผาริมโขง ก็ได้พบรักกับนายสมพร ซึ่งทำงานเป็นเด็กเสิร์มาพูดคุยกยอกล้อเชิงชู้สาว และยังตื้อขอเบอร์โทรศัพท์ จากนั้นจึงติดต่อพูดคุยกันทางโทรศัพท์เรื่อยมา เจ้าบ่าวมีนิสัยร่าเริงพูดคุยเก่ง และปากหวาน จะสอบถามทุกข์สุขห่วงใยว่ากินยา กินข้าว นอนแล้วหรือยังเป็นประจำ เขาเป็นเด็ก แต่ห่วงเราเหมือนเป็นพ่อคนที่ 2

“เมื่อความรักเริ่ม สุกงอม จึงพาญาติไปดูตัวเจ้าบ่าวที่ อ.ท่าอุเทน และขออนุญาตลูกสาว 3 คน ก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร ลูกสาวคนโตยังมาช่วยทำพานบายศรีให้แม่ด้วยซ้ำ เรา 2 คนรักและเข้าใจกันไม่มีใครจะขัดขวางได้ อะไรจะเกิดก็ไม่สนใจ เพียงแต่ลูกๆ ขอร้องห้ามจัดงานสมรสอย่างเอิกเกริก เพราะกลัวชาวบ้านจะนินทา และลูกยังห่วงฝ่ายชายมาหลอก” เจ้าสาววัย 73 ปี กล่าว
ส่วน นายสมพร กล่าวสั้นๆ ว่า เคยมีแฟนมาแล้วแต่ถูกหักอก ชอบนิสัยเจ้าสาว คบกันมา 3 เดือน จึงเกิดเป็นความรัก จึงนำนางแตง ผู้เป็นแม่มาสู่ขอตามประเพณี

ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในอดีต สมัยที่นางทองสุขเป็นวัยแรกรุ่น มีหน้าตาสวย เคยประกวดนางงามและรางวัลเทพพต่างๆ มาแล้ว โดยเมื่ออายุ 16 ปี เข้าประกวดนางงามต้นเทียนพรรษาได้ที่ 2 พออายุ 17 ปี ได้รางวัลที่ 3 นางงามเทพี และตอนอายุ 19 ปี ได้ที่ 3 จากกาประกวดนางงามตำรวจ ล่าสุดเข้าประกวดคุณแม่สงกรานต์ เมื่อปีพ.ศ.2551 คว้าที่ 1 และยังได้รับโล่แม่ดีเด่น ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม เนื่องในวันแม่แห่งชาติปีพ.ศ.2550 พร้อมโล่รางวัลของชมรมสื่อมวลชนนครพนม ในด้านสังคมและบริการ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2552
ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ข่าวสด
นานๆที่จะนำข่าวมาสักครั้งวันนี้ก็ขอตามกระแสนะครับ
ชิคุนกุนยา" ลาม 23 จังหวัด ป่วย 20,541 รายแล้ว ล่าสุดพบผู้ป่วยในเมืองกรุง 2 ราย ขึ้นเหนือที่พะเยาอีก 1 ราย กรมควบคุมโรคยันยังไม่พบผู้เสียชีวิต พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องมือฉีดพ่น น้ำยา กำจัดยุงลาย ทุกสัปดาห์ เหตุฝนตกบ่ายชะล้างน้ำยาออกหมด ประสานกทม.ให้เจ้าหน้าที่อยู่ช่วยพ่นหมอกควันต่อ เหตุสถานการณ์น่าห่วง แต่มั่นใจจะสามารถควบคุมการระบาดได้ เรียกประชุมสสจ.อบต.หารือมาตรการควบคุมเข้มอีกรอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคชิคุนกุนยา ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-19 พ.ค. มีผู้ป่วยต้องสงสัยโรคชิคุนกุนยาสะสม 20,541 ใน 23 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 2 ราย นนทบุรี 1 ราย สระบุรี 2 ราย นครปฐม 1 ราย สุพรรณบุรี 1 ราย สมุทปราการ 2 ราย มุกดาหาร 1 ราย ศรีษะเกษ 1 ราย อุดรธานี 1 ราย อำนาจเจริญ 2 ราย พะเยา 1 ราย เพชรบูรณ์ 1 ราย สุราษฎร์ธานี 1 ราย นครศรีธรรมราช 9 ราย ตรัง 582 ราย พัทลุง 147 ราย กระบี่ 5 ราย ภูเก็ต 5 ราย ปัตตานี 2750 ราย ยะลา 1925 ราย นราธิวาส 6599 ราย สงขลา 7988 ราย สตูล 97 ราย ยังไม่พบผู้เสียชีวิต

ผู้ที่คิดออก ลอตเตอรี่ เป็นคนแรกในเมืองไทยนั้นคือ มิสเตอร์ เฮนรี่ อลาบาสเตอร์ (ต้นตระกูล "เศวตศิลา") ชนชาติอังกฤษ เป็นผู้นำการออกสลากแบบยุโรบมาเผยแพร่เป็นคนแรก โดยเรียกว่า ลอตเตอรี่
ปัจจุบัน กลายเป็นของยอดฮิตไปแล้วครับสำหรับแม่ผมนะซื้อได้ทุกงวดจริงซิน่า

ลองถามวัยรุ้นในสมัยนี้ดูนะครับว่ามีใครรู้ใหมว่าถนนสายแรกของประเทศไทยคือถนนสายอะไรผมว่ามีหลายคนที่ไม่รู้ครับ ถนนสายแรกในเมืองไทยคือถนนเจริญกรุง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2404 โดยต่อมาได้มีการตัดถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร รวมทั้งถนนพระราม4และถนนสีลมในเขตชาลพระนคร
แต่มีอีกอย่างที่ผมรู้แน่ๆครับรถติดถนนสายนี้นานพอควรครับ