ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาหลายคนที่มุ่งมั่นในการทำเงินทางอินเทอร์เน็ต แม้ว่าวันนี้เป้าของเรายังไม่สำเร็จ หลายคนกำลังได้รับประสบการณ์อันแสนเจ็บปวด จนอาจเกิดการท้อใจแล้วล่ะก็ ผมอยากจะนำบทความด้านล่างนี้มอบให้เป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆพี่ๆทุกคน เพื่อที่ว่าในปีหน้านี้ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหากัีบชีวิต ก็ขอให้นึกถึงเรื่องราวข้างล่างนี้นะครับ จะได้มีแฮงใจ๋ สูกันต่อไป

เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วันเท่านั้น
คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี

1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม...ไม่เลว 3,120 สัปดาห์

แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับแถวหลังเพื่อรอวันลาโลก

เปล่าเลย ผมไม่ได้กลัวตาย ตรงกันข้าม ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันน้อยมาก
หากคำนวณในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคยดู ความรู้สึกในใจมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป

โอ๊ย...กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามันน้อยเกินไปจริงๆ
และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี

แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่า บางคนไม่ได้มีเวลาอยู่บนพื้นโลกถึง 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ
อุแม่เจ้า... 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันแล้วเหรอเนี่ย

คิดแบบนี้แล้วต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้างๆ
เพราะนี่คือวันเสาร์ที่เราเหลือ...บนพื้นโลก


นี่เรากำลังอ่านอะไรบ้าบอ อยู่เนี่ยคิดมากไร้สาระ ฟุ้งซ่าน(รู้นะว่าพวกเธอคิดอยู่) ....
ไม่เลย นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งนั้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ นี่คือ เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง
ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 18 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,235 วัน และผ่านคืน
วันเสาร์มา ร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...คำนวณเองบ้างซิว้อย!!!

เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลาที่(คาดว่าน่าจะ)เหลืออยู่ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะยังไงกับมันดี


แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า เงินเดือน

บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นเพียงว่า
เพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่าผมจะเป็นอะไรดี

บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้หัวใจตัวเอง
เหลือแต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ คุณแน่ ผมแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ...ไอ้บ้า!!!

และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ... ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องนั่งฆ่าเวลากันเลย
บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี


อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ


ลองคิดแบบนี้บ้าง...ใช่แล้ว...เราจะเกิดความเสียดายเพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านอย่างที่เราไม่ได้ทำ


ตายได้ยังไงหากฝันไม่สำเร็จ...ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่างก่อน ที่จะตาย...ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้


เคยสงสัยมั้ย... ทำไมเราถูกกำหนดไม่ให้รู้วันตายของตัวเองเพราะมันจะทำให้เราไม่แยแสทุกสิ่งทุกอย่าง
และตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งในทางดีและทางชั่ว

และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบว่าถ้าตาย
วันพรุ่งนี้ก็จะได้นอนตาหลับ เกิดโชคดีไม่ตายขึ้นมาเราก็จะได้กำไรในการอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งดีที่ยังค้างคา


ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า...พรุ่งนี้ชั้นจะตายแล้ว
ทำในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว...เดี๋ยวตายยนะ...เตือนแล้วไง

รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักผม ไม่สนว้อย...
เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ)ตายแล้ว

ใช้เวลา(ที่อาจจะ)สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอยให้สัมภาษณ์ยมบาล


คนข้างบ้านเดินหน้าแป้นแล้นมาบอกกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อม
การ์ด ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง แต่เมื่อกี๊นี้ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทร.มา
ปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย... แต่กว่าที่คนเป็นแม่จะได้รู้ข่าวร้าย ก็
ปาไป 5 วัน ซองในมือผมกลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้กลายเป็นพวงหรีดและทั้งหมดกลายเป็น
แรงบันดาลใจที่อยากจะบอกว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ

25 วิธีมีความสุข ไม่ใช่เรื่องยากหากต้องการใช้ชีวิตให้เต็มที่

ถ้า อยากมีความสุข คุณต้องรู้จักซึมซับความรู้สึกอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้าหรือความโกรธที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมทั้งยอมรับในสิ่งที่คุณมีและสถานภาพที่คุณเป็น เพื่อจะได้มีความสุขกับชีวิตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หากคุณหาสาเหตุ ไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่มีความสุขทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ลำบากยากแค้นอะไร ลองอ่านข้อคิดต่อไปนี้เพื่อจะได้ระลึกว่า "เราเองก็มีชีวิตที่ดีทีเดียว"
1 คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักหรือเผชิญกับอุบัติเหตุใกล้ตาย เห็นโศกนาฏกรรมหรือสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักมักมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไป หลายคนบอกว่าจะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้างหรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี "พรุ่งนี้" ก็ได้

2 จดบันทึก เขียนเล่าถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกยังช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รกสมองออกไปได้ด้วย ลองเริ่มเขียนตั้งแต่วันนี้ รับรองได้ผลแน่

3 มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิตตนเองให้หลานๆ ฟัง คุณจะเล่าอะไร คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์และถูบ้านทุกวันหรือ แล้วที่คุณพลาดการแสดงละครของลูกที่โรงเรียนเมื่อปีที่แล้วเพราะติดประชุม เล่า ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป

4 อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถคันข้างๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลนก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย แล้วจะหงุดหงิดไปทำไมหากพลาดรถเที่ยวเช้า หากาแฟดื่มขณะนั่งรอคันต่อไปดีกว่า

5 ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้วอย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้หนักใจเหนื่อยกาย ไหนๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จแทนที่จะมัวกังวลและคิดจนรกสมอง

6 เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงหน้าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยบ้าง ถ้าเอาแต่นอนตื่นสายทุกวันอาทิตย์ก็น่าจะลุกขึ้นมาแต่เช้าไปกินอาหารอร่อยๆ นอกบ้าน หรือไปตลาดแล้วจ่ายกับข้าวมาทำอาหารมื้ออร่อยกินกันที่บ้าน

7 อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ เครื่องเสียงแพงๆ รุ่นล่าสุด หรือรถหรูใหม่เอี่ยมไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดีๆ คุณอาจพบว่าคนพวกนี้ต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอหน้าคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี แล้วชีวิตอย่างนี้ดีจริงหรือ

8 กำจัดข้าวของรกในบ้าน เสื้อผ้าที่ไม่เคยใส่มาเป็นปี เครื่องครัวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นจนน้ำมันจับเป็นคราบหนา ไหนจะของเล่น หนังสือเก่า และเครื่องเรือน ยกไปบริจาคเถิด นอกจากจะได้บุญแล้ว ชั้นวางของและห้องต่างๆ ในบ้านจะโล่งและเป็นระเบียบมากขึ้น

9 รู้จักเอ่ยคำว่า "ไม่" ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ไหนจะต้องทำเรื่องโน้น สะสางเรื่องนี้ ปล่อยให้สมองมีที่ว่างเพื่อคิดหรือทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง

10 รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็น ที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ (คิดให้ดีก่อนตอบ) ของทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมเป็น ธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใส่ใจกันบ้าง

11 อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่น คู่ครองหรือคนในครอบครัวคุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน และคุณเองก็ควรได้เกียรติจากคนในครอบครัวเช่นกัน

12 มอบความรักให้ครอบครัวและเพื่อนๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่าคุณรักพวกเขาตรงไหน เมื่อเขาทำอะไรดีๆ ให้ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยทำร้ายใคร

13 อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณ ก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

14 ติดต่อเพื่อนเก่า คุณอาจขาดการติดต่อกับเพื่อนไปนาน แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา และนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้คุยกับป้า ท่านอยากได้ยินเสียงคุณจะแย่แล้ว

15 บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ ผักผลไม้ราคาไม่แพงมาแต่งบ้านให้สดใส คุณเคยมีสวนกระถางในบ้านไม่ใช่หรือ นำกลับมาอีกครั้ง แล้วบ้านคุณจะชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาแน่นอน

16 ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดระยับ ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

17 สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน งานปั้น เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้

18 สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้างๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว

19 ออกไปเดินเล่น การออกกำลังเบาๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่เดินเล่นครั้งแรกเลยที เดียว การออกกำลังสม่ำเสมอจะทำให้คุณกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกดีขึ้นทุกวัน

20 ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ ร้านให้เช่าวิดีโอมีหนังเบาสมองให้เลือกมากมาย จะเป็นหนังไทยหรือฝรั่งไม่สำคัญ ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาบ้าง

21 ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย รับรองว่าบรรยากาศที่ได้คุ้มค่าไม่แพ้วันหยุดเลยทีเดียว

22 รอคอยสิ่งดีๆ เช่นวันหยุดพักร้อน ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ไปนวดแผนโบราณ

23 ชวนเพื่อนมากินมื้อค่ำ จัดห้องและโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลหรือแชมเปญ เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำคืนนั้นก็จะครึกครื้น

24 ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อก็ลองยิ้มดู
25 ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง เริ่มจากอดกลั้นไม่บีบแตรไล่รถที่วิ่งเหมือนเต่าคลาน หรืออาสาช่วยงานกุศล เพียงเท่านี้ การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิด




เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย เข้าทำเนียบมอบเสื้อโครงการให้ อภิสิทธิ์-ครม. ขณะที่นายกฯ หนุนโครงการเต็มที่ เอาใจสุด ๆ เตรียมใส่แถลงข่าวหลังประชุมครม.ด้วยตนเอง ด้านบรรดารัฐมนตรีคึกคักแห่ซื้อเสื้อ กรณ์-จุรินทร์ ใจปล้ำควัก 2 พันซื้อเสื้อ

วันนี้(6 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ตัวแทนเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง นำโดยนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวฯ พร้อมตัวแทนสื่อมวลชน ร่วมรณรงค์หยุดทำร้ายประเทศไทย ด้วยการสวมเสื้อ “หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง” โดยมอบเสื้อ”หยุดทำร้ายประเทศไทย” ให้แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและครอบครัวจำนวน 4 ตัว

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวขอบคุณ ก่อนจะชูเสื้อข้อความหยุดทำร้ายประเทศไทยให้ช่างภาพบันทึกภาพ พร้อมแสดงความสนับสนุนการรณรงค์ และรับปากว่า สวมเสื้อดังกล่าวเพื่อรณรงค์ในการแถลงข่าวผลการประชุมครม.ด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ ยังมีการมอบเสื้อให้คณะรัฐมนตรีคนละ 1 ตัว โดยนายกรณ์ จาติกวณิชรมว.คลัง และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ ได้ซื้อเสื้อดังกล่าวเพิ่มในราคา 2,000 บาท ด้วย ซึ่งรัฐมนตรีคนอื่นก็สนเสื้อกันอย่างคึกคัก อาทิ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง, นายโสภณ ซารัมย์, นายถาวร เสนเนียม,นายกรณ์ จาติกวณิช, นายวิทยา แก้วภารดัย, นายมานิตย์ นพอมรบดี, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช, นายไพฑูรย์ แก้วทอง และนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่รับปากว่าจะให้ทีมโฆษกทุกคนสวมเสื้อรณรงค์แถลงข่าวประชุม ครม.ด้วย

ส่วนที่ หน้าอาคารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น ยังได้มีการจำหน่ายเสื้อให้กับข้าราชการและสื่อมวลชน
ไม่เคยเอาข่าวการเมืองมาลงเลยจะซวยใหมหว่า


ประกาศสงกรานต์ปีพ.ศ. ๒๕๕๒

“ปี ฉลู มนุษย์ผู้ชาย ธาตุดิน เอกศก จุลศักราช ๑๓๗๑ ทางจันทรคติ เป็นอธิกวาร ทางสุริยคติ เป็นปกติ (เอกศก คือ ปีที่จุลศักราชลงท้ายด้วย ๑ และ ทางสุริยคติเป็นปกติ หมายถึง ปีนั้นๆกุมภาพันธ์มี ๒๘ วันเป็นปกติ)

วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ ตรงกับ ณ วันจันทร์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๕ เวลา ๐๑ นาฬิกา ๑๓ นาที ๑๔ วินาที (ถ้าดูตามปฎิทินสากล วันที่ ๑๔ เมษายน จะเป็นวันอังคาร แต่ ณ ที่นี้ ยังนับเป็นวันจันทร์เพราะยังอยู่ในช่วงตีหนึ่ง หากหลัง ๖ โมงเช้าไปแล้ว ทางโหราศาสตร์จึงจะนับเป็นวันใหม่ คือ วันอังคาร)

นางสงกรานต์ ทรงนามว่า โคราคะเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกปีบ อาภรณ์แก้วมุกดาหาร ภักษาหารน้ำมัน พระหัตถ์ขวาพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาเหนือ หลังพยัคฆะ (เสือ)พาหนะ

วันที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๐๕ นาฬิกา ๐๖ นาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น ๑๓๗๑ ปีนี้ วันเสาร์เป็นธงชัย วันพุธเป็นอธิบดี วันศุกร์เป็นอุบาทว์ วันศุกร์เป็นโลกาวินาศ

ปีนี้ วันจันทร์เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๕๐๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๕๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๑๐๐ ห่า ตกในป่าหินพานต์ ๑๕๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๒๐๐ ห่า นาคให้น้ำ ๒ ตัว

เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ ๖ ชื่อลาภะ ข้าวกล้าในภูมินา จะได้ผล ๙ ส่วน เสีย ๑ ส่วน ธัญญาหาร ผลาหาร จะอุดมสมบูรณ์ (ธัญญาหาร คือ ข้าวต่างๆ / ผลาหาร คือ ผลไม้ต่างๆ)

เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีอาโป (น้ำ) น้ำมาก

จาก ประกาศสงกรานต์ข้างต้น เมื่อเทียบกับคำทำนายโบราณ จะเห็นว่า วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันจันทร์ ท่านพยากรณ์ไว้ว่า ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนคุณหญิงคุณนายทั้งหลายจะเรืองอำนาจ วันอังคารเป็นวันเนา ผลหมากรากไม้จะแพง วันพุธเป็นวันเถลิงศก บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจะมีความสุขสำราญ และท่าที่นางสงกรานต์เสด็จมา คือ นอนหลับตามาบนหลังเสือ ท่านว่า พระมหากษัตริย์จะเจริญรุ่งเรืองดี

ส่วนคำทำนายทางล้านนา ถ้าวันสังกรานต์ล่องตรงกับวันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อมโนรา ปีนั้นงูจักเกิดมีมาก คนทั้งหลายจักเกิดเป็นพยาธิมากนัก ฝนหัวปีดี หางปีบ่พอดี ข้าวกล้าลางที่ดี ลางที่ก็บ่ดี คนเกิดวันอังคารมีเคราะห์ คนเกิดวันพุธมีโชค

ประมวลจากคำทำนายข้างต้น นอกจากผลหมากรากไม้จะแพง คนเจ็บป่วยและงูจะมีมากขึ้นแล้ว ดูเหมือนว่า หลังสงกรานต์สภาพการณ์ต่างๆน่าจะดีขึ้น และดูมีความหวังเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ถ้าจะสังเกตภาพโดยรวมของนางสงกรานต์ประกอบไปด้วย จะเห็นว่า นางสงกรานต์ปีนี้ มีนามว่า “โคราคะเทวี” อันตรงกับชื่อปีพอดี เพราะคำว่า “โค” ก็คือ “วัว” นั่นเอง อีกทั้งพระนางยังนอนหลับตามาบนหลังเสือ ซึ่งเสือนี้ แม้จะเป็นสัตว์ดุร้าย แต่ถือได้ว่าเป็นสัตว์มงคล ใช้ป้องกันภูตผีปีศาจได้ ทางจีนจึงมีรูปเสือคาบดาบไว้ที่ประตูบ้าน ดังนั้น แม้จะมีคำว่า “ราคะ” คือ ความกำหนัดยินดีในกามรมณ์ หรือการติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสต่อท้ายนาม ซึ่งคล้ายจะเป็นชื่อที่ชวนหลงลุ่มหลงมัวเมาในกามคุณต่างๆ แต่เมื่อพระนางนอนหลับตามาบนหลังเสือ จึงมีนัยกลับกัน คือ กลายเป็นการเตือนให้ผู้คนอย่าหลงละเลิงไปกับสิ่งยั่วยุหรือความฟุ้งเฟ้อ ต่างๆ คือ ให้ “ราคะ”เหล่านี้ หลับหรือหยุดนิ่งไปเสีย โดยมี”เสือ”ซึ่งโดยปกติ “วัว” กลัวอยู่แล้วควบคุมอยู่ ซึ่งก็ตรงกับสภาพเศรษฐกิจในปีนี้พอดี ที่คนส่วนใหญ่คงต้องอยู่กันอย่างประหยัด ไม่สามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือมือเติบได้ และความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจก็อาจนำมาซึ่งการเจ็บไข้ได้ป่วยที่เพิ่มจำนวน มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำทำนายจะดีร้ายประการใด ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะเกิดหรือไม่ก็ได้ ดังนั้น หากทุกคนใช้ “สติ” ในการดำรงชีวิต และประพฤติปฎิบัติตนตามหลักศาสนาแล้ว เชื่อว่าเราก็คงเช่นเดียวกับนางสงกรานต์ปีนี้ที่มีพระขรรค์และไม้เท้าเป็น อาวุธ ที่จะช่วยป้องกันและพยุงตัวเราให้รอดพ้นจากวิกฤตต่างๆไปได้


..............................

ทัศชล เทพกำปนาท นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม


หมาย เหตุ : ตั้งแต่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๒ เป็นต้นไป ปีนี้ วันเสาร์ เป็นวันธงชัย ช่วงเวลา ๖.๐๐-๗.๓๐ น. /วันพุธ เป็นอธิบดี เวลา ๑๕.๐๐-๑๖.๓๐น. /วันศุกร์ เป็นอุบาทว์ ช่วงเวลา ๑๖.๓๐-๑๘.๐๐ น. / วันศุกร์เป็นโลกาวินาศ เวลา ๙.๐๐-๑๐.๓๐ น.

ข้อมูลและรูปจาก สำนักงานและวัฒนธรรมแห่งชาติ http://www.culture.go.th/www/th/news_detail.php?id=282

ถ้าจะกล่าวถึงยอดเขาเอเวอเรสต์นั้น หลายๆ คนคงจะรู้จักกันดีในนามของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และ
ขึ้นชื่อในเรื่องของเส้นทางอันแสนจะหฤโหดที่คร่าชีวิตนักท่องเที่ยวผู้ซึ่งหลงใหลในความงามของธรรมชาติ
มานักต่อนักแล้ว แต่ก็เป็นธรรมดาที่ในทุกๆ ปีจะมีนักผจญภัยทั่วโลกมากมายที่ยอมเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับความ
ลำบาก เพื่อขึ้นไปสัมผัสถึงความรู้สึกบนยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งนี้ เพื่อจะได้ชื่อว่าเขาคนนั้นคือหนึ่งในผู้พิชิต
ยอดเขาเอเวอเรสต์

สำหรับ วิทิตนันท์ โรจนพานิช หรือ หนึ่ง ชื่อนี้คงอาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยสักเท่าไร แต่ถ้าหากเอ่ยถึงในนาม
ของวีรบุรุษของคนไทยที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้นั้น หลายคนคงจะต้องร้อง อ๋อ! ขึ้นมาในทันที
เพราะเขาคือคนไทยคนแรกที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยนำธงชาติไทยไปโบกสะบัดบนยอดเขา
เอเวอเรสต์ได้ โดยที่ไม่เคยมีใครสามารถทำได้มาก่อน

ผมเจอตัวจริงของเขาในงาน Life is A Big Journey ณ อัมรินทร์ เอาต์ดอร์ ลิมิเต็ด โซนจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์
เดินป่า กีฬาเอกซ์ตรีมของอัมรินทร์พลาซ่า ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ งานนี้รวบรวมกีฬาท้าทายหัวใจมาให้
คนไทยได้ร่วมสนุก พร้อมกับจับจ่ายซื้อหาอุปกรณ์เอาต์ดอร์ที่ถูกใจ

คุณหนึ่งย้อนเล่าให้ฟังว่า ความคิดที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกนั้นเกิดขึ้นหลังจากได้ไปทริปกับเพื่อนๆ
แล้วพบว่าน่าจะมีคนไทยที่พิชิตเอเวอเรสต์ได้สักที จากนั้นเขาเริ่มตั้งใจศึกษาเกี่ยวกับเอเวอเรสต์อย่างจริงจัง
การพิชิตเอเวอเรสต์นี้ต้องใช้เงินมากถึง 23 ล้านบาท นั่นเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขาเป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยความ
มุ่งมั่นและตั้งใจ เขาจึงออกติดต่อสปอนเซอร์ ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะไม่มีใครที่จะเชื่อว่าจะมีคนไทยคนไหน
ที่สามารถพิชิตเอเวอเรสต์ได้ แต่ด้วยความพยายามที่ไม่ลดละและความร่วมมือจากเพื่อนๆ ในที่สุดก้าวแรก
ของการเดินทางสู่เอเวอเรสต์ก็เริ่มต้นขึ้น

“ผมทำสิ่งนี้เพื่อเป็นของขวัญถวายแด่ในหลวง” นี่คือแรงบันดาลใจอันสูงสุดที่ผลักดันให้คุณหนึ่งสามารถ
ทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้ สาเหตุที่ต้องเป็นเอเวอเรสต์ เพราะว่าในปัจจุบันนี้ใครหรือประเทศไหนก็ตามที่
สามารถปักธงบนยอดของเอเวอเรสต์สำเร็จ จะได้รับการยอมรับจากนานาชาติ สิ่งนี้เองที่วิทิตนันท์ต้องการทำ
เพื่อเป็นตัวอย่างกับคนไทยทุกคนให้เห็นว่า “ถ้าเราต้องการมุ่งมั่นทำอะไรจริงๆ โดยไม่ย่อท้อ สุดท้ายแล้ว
ก็จะไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้”


ในที่สุดราว 8 โมงเช้า ตามเวลาท้องถิ่นประเทศเนปาล วันที่ 22 พ.ค. 2551 ณ ระดับความสูง 8,848 เมตร นั่นคือ
จุดที่สูงที่สุดของโลก...ยอดเขาเอเวอเรสต์ อากาศเบาบางเหลือราว 30% และในวันนั้นเองก็เกิดเรื่องมหัศจรรย์
กับเขา นั่นก็คืออุณหภูมิที่ควรจะติดลบ 3040 องศาเซลเซียส กลับเพิ่มขึ้นเป็นราว 10 องศาเซลเซียส อย่างน่า
ประหลาดใจ ท้องฟ้าสดใสราวกลับธรรมชาติที่เคยโหดร้ายนั้น พร้อมที่จะยินดีต้อนรับนักปีนเขาคนไทยคนแรก
คนนี้ขึ้นสู่ยอดเขาที่สูงสุดของโลกอย่างเต็มใจก็เป็นได้

หนุ่มไทยหัวใจเกินร้อยปีนไต่ขึ้นมาตั้งแต่ราว 2 ทุ่ม ของเมื่อคืนนี้จากบริเวณแคมป์สี่ และใช้เวลาราว 12 ชั่วโมง
โดยที่เขาเองนั้นยังไม่ได้นอนพักเลย ชายไทยคนหนึ่งค่อยๆ ย่างเท้าในช่วงสุดท้ายก่อนถึงจุดหมายขึ้นมาอย่าง
ยากลำบาก จนกระทั่งเขาสามารถก้าวเท้าขึ้นบนยอดเขาที่สูงที่สุดของโลก นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้ในประวัติ
ศาสตร์ของประเทศไทยนั้นจะต้องจารึกไว้ว่า ในที่สุดก็มีคนไทยคนแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้สำเร็จ

หลังจากนั้นเขาค่อยๆ หยิบเอาพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกมาชูขึ้นเหนือศีรษะ
เพื่อให้เพื่อนชาวเชอร์ปาในทีมร่วมเดินทางครั้งนั้นถ่ายรูป “Who is he? รูปใครหรือ?” ฝรั่งคนหนึ่ง
ที่ยืนข้างๆ ถามขึ้น อีกคนหนึ่งตอบว่า “Your father? พ่อของคุณหรือ?” ดวงตาอันอ่อนระโหย
ของวิทิตนันท์กลับเป็นประกายขึ้นมาในทันที ก่อนยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากแล้วตอบไปว่า “Yes, he is. Not only
my Father, but also 60 Million Thai people–ใช่, แต่ไม่ได้เป็นพ่อของผมคนเดียว ท่านเป็นพ่อของคนไทย
ทั้ง 60 ล้านคน”


ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงตะโกนขึ้นมาจากมุมหนึ่งว่า “King of Thailand กษัตริย์ของคนไทย” แล้วฉับพลัน!
ก็มีเสียงดังอื้ออึงขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือของผู้ที่ยืนอยู่รอบๆ บริเวณแคบๆ เล็กๆ ณ จุดสูงของโลกว่า
“Long live the King!, Long live the King!–ขอจงทรงพระเจริญ! ขอจงทรงพระเจริญ”

หลังจากนั้นเขาค่อยๆ คลี่ธงชาติไทยที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ชูขึ้นเหนือศีรษะเพื่อบันทึกภาพ จากนั้นจึงหยิบเอาป้ายผ้าสีขาวสะอาด มีข้อความสีทองเป็นภาษาไทยว่า
“ทรงพระเจริญ อยู่ยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ ตลอดกาลตลอดไป” ที่สั่งทำ
ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ออกมาด้วย

ไม่กี่อึดใจเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกังวานเหนือยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นครั้งแรกในโลกจากปากของ
ชายไทยคนนี้ พร้อมกับหยดน้ำตาของความดีใจที่ไม่สามารถที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ การเดินทาง
ที่ยาวนานที่ต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมาย แต่ในขณะนั้นความลำบาก ความเหนื่อยล้าต่างๆ ที่พบเจอมานั้น
ได้ละลายหายไปกับสายลม เพราะตอนนี้เขาทำสิ่งที่ตนเองได้พยายามมาเป็นเวลานานได้สำเร็จลง ณ จุด
ที่สูงที่สุดของโลก

การฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้กลับทำให้เขาค้นพบเสน่ห์ของเอเวอเรสต์ในมุมที่ต่างออกไปนอกจากความสูง หรือ
ความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแล้วนั้น นั่นก็คือ มิตรภาพ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มก้าวเดิน
จนสิ้นสุดของการเดินทาง ไม่ว่าจากเพื่อนร่วมทริปชาวเชอร์ปา ซึ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขานั้นและ
ยังรับหน้าที่เป็นคนนำทางไปสู่ยอดเขา หรือแม้กระทั่งเพื่อนๆ นักปีนเขาจากหลากหลายประเทศซึ่งมาพบเจอกัน
ระหว่างการเดินทาง ทั้งที่ประสบความสำเร็จในการเดินทางก็ดี หรืออาจจะบาดเจ็บล้มตายก็ดี แต่สุดท้ายมิตรภาพ
สามารถเชื่อมโยงทุกคนไว้ด้วยกันได้ ในที่สุด “มันคือการใช้ชีวิตร่วมกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมว่า
เอเวอเรสต์นั้นได้เปิดโอกาสได้ผมได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้ นอกเหนือจากธรรมชาติที่สวยงาม”
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด
ที่ได้พบหลังจากการพิชิตเอเวอเรสต์ คือการที่สามารถพิชิตใจของตนเองนั่นเอง

วิทิตนันท์ยังได้ให้ข้อคิดไว้กับคนไทยทุกๆ คนว่า ถ้าจะทำสิ่งไหนให้ประสบความสำเร็จเราต้องอย่าลืม 3H
นั่นคือ Heart คือทำอย่างไรให้เรารู้สึกสนุกกับสิ่งที่เรากำลังกระทำ Head คือต้องมีการคิดวางแผนและศึกษา
หาความรู้ก่อนที่เราจะลงมือทำ และ Hand คือลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ในที่สุดก็จะไม่มีเรื่องไหนที่เราทำไม่ได้

“อย่าแค่ชื่นชมในพระบารมีของในหลวงเพียงอย่างเดียว แต่เราความน้อมนำสิ่งที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติมาเป็น
ตัวอย่างมาทบทวนให้ดี เพราะทุกสิ่งนั้นล้วนมีความหมายที่ลึกซึ้งทั้งนั้น และเมื่อเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้าก็ให้คิดถึง
ว่าในหลวงทรงเหนื่อยกว่าพวกเรามากมาย”
แววตาของผู้พูดเปล่งประกายด้วยความปีติซึ่งสามารถบ่งบอก
ได้ว่าไม่เพียงแค่ผู้ชายที่ชื่อ วิทิตนันท์ โรจนพานิช เท่านั้นที่สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้ คนไทยทุกคน
ก็สามารถทำได้ เมื่อชีวิตคือการเดินทางอันแสนยิ่งใหญ่ ขอเพียงเพียรพยายาม มีความตั้งใจจริงและหัดเรียนรู้
ที่จะเอาชนะใจตนเอง...


โหลดวิดีโอแห่งความประทับใจไปดูกันได้เลยครับ - ระวังต่อมน้ำตาของคุณนะครับ ผมเตือนแล้ว

http://www.mediafire.com/?vtnigtnxjxw

จาก - โพสทูเดย์


ผมเอามาจากท่าน Dr.Manhattan Thaiseo อีกที