ขับเคลื่อนโดย Blogger.
ช่วงนี้เห็นสายการบินต้นทุนต่ำแข่งกันลดราคา แล้วก้อยากไปเครื่องบินกะเขามั้ง เลยสงสับว่าเครื่องบินเข้ามาในประเทศไทยสมัยใหน เคยดูผ่านๆตามาในหนังเรื่องรักสยามเท่าฟ้าแต่จำไม่ได้เลยไปลองค้นมาก้เจอ
การบินเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยตั้งแต่สมัยที่เรายังใช้ช้างเป็นพาหนะ สำคัญในการขนส่งทางบก และมีเรือพายเรือแจวแล่นลอยเต็มลำน้ำลำคลอง ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โดยมีนักบินชาวเบลเยี่ยมคือ นายวัลเดน เบอร์น (Vanden Born) ได้นำเครื่องบินแบบออร์วิลล์ ไรท์ (Orwille Wright) มาสาธิตการบินถวายให้ทอดพระเนตร และให้ประชาชนในกรุงเทพฯ ชม เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2454 ณ สนามราชกรีฑาสโมสร ปทุมวัน นับเป็นเครื่องบินลำแรกที่บินเข้ามาในราชอาณาจักร โดย นายพลตรีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน (พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน) ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และจเรทหารช่างแห่งกองทัพบก ได้ทรงเป็นผู้โดยสารที่ขึ้นบินทดลองชุดแรก เมื่อเสร็จการแสดงแล้วได้ทรงซื้อเครืองบินนั้นไว้เพื่อประโยชน์แก่การศึกษา และในปี พ.ศ. 2454 นั้นเอง กระทรวงกลาโหม ได้ส่งนายทหารไทย 3 นาย ไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส เมืองวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 ได้แก่

นายพันตรีหลวงศักดิ์ ศัลยาวุธ (นายสุณี สุวรรณประทีป)
นายร้อยเอกหลวงอาวุธ สิขิกร (นายหลง สิน-ศุข) และ
นายร้อยโททิพย์ เกตุทัต

เมื่อนายทหารทั้ง 3 นาย จบการศึกษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงให้จัดซื้อเครื่องบินบรรทุกเรือกลับมาประเทศไทย จำนวน 8 ลำ เป็นเครื่องบินที่ทางราชการซื้อ 7 ลำ และเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ซื้อให้ทางราชการ 1 ลำ หลังจากนั้นได้มีการก่อตั้งแผนกการบินทหารโดยใช้สนามราชกรีฑาสโมสรเป็นสนาม บิน และสร้างโรงเก็บเครื่องบินขึ้นในบริเวณนั้น และในปี พ.ศ. 2457 กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการก่อสร้างสนามบินดอนเมืองแล้วเสร็จ เพื่อเป็นสนามบินที่ใช้ในกิจการทหาร และได้เลื่อนฐานะแผนกการบินทหารยกขึ้นเป็นกรม และได้เคลื่อนย้ายจากสนามราชกรีฑาสโมสรไปสู่ที่ตั้งใหม่ที่ดอนเมืองจนถึงปี พ.ศ. 2491 ท่าอากาศยานดอนเมืองได้เข้ามาอยู่ในการควบคุมดูแลของกรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศ (และในปี พ.ศ. 2499 ได้เปลี่ยนชื่อท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นท่าอากาศยานกรุงเทพ แต่ยังคงสังกัดกองทัพอากาศอยู่) ท่าอากาศยานดอนเมืองให้เป็นสนามบินหลักของประเทศ และได้รับการพัฒนาสร้างเสริมต่อเติมมาจนกระทั่งปัจจุบัน

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น และใน พ.ศ. 2461 ไทยได้ส่งทหารอาสาเข้าร่วมการรบด้วย 300 คน ทหารอาสาของไทยได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่อการขับเครื่องบินและเลยไปถึงการสร้าง เครื่องบินจากทหารฝรั่งเศส เมื่อสิ้นสงครามโลกปรากฏว่าไทยมีนักบินที่มีคุณสมบิตครบถ้วนมากกว่า 100 คน ประชาชนชาวไทยต่างพร้อมในกันบริจาคเงินซื้อเครื่องบินให้กับทางราชการ (กระทรวงกลาโหม) ได้รับเงินบริจาคเป็นจำนวนมากจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยใช้ชื่อของจังหวัดที่บริจาคเงินเป็นชื่อของเครื่องบินได้เป็นจำนวนมากถึง 31 ลำ

เมื่อ พ.ศ. 2462 ได้มีการทดลองทำการบินรับส่งไปรษณีย์ระหว่างกรุงเทพฯ กับจันทบุรีด้วยเครื่องบินเบรเกต์ (Breguet XIV) ซึ่งเป็นเครื่องบินทหารที่ได้ดัดแปลงมาใช้งานขนส่งทางอากาศ นับว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้ามาสู่การบินก่อนหน้าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ การทดลองทำการบินได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ต่อมาจึงได้มีการขนส่งผู้โดยสารในเส้นทางนี้ด้วย

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2463 กรมอากาศยานทหารบกได้เปิดการบินรับส่งไปรษณีย์ระหว่างจังหวัดนครราชสีมากับ จังหวัดอุบลราชธานีขึ้น เพราะในเวลานั้นจังหวัดทั้ง 2 ยังมิได้มีการติดต่อกันโดยทางรถไฟ เส้นทางบินได้ขยายออกไปยังจังหวัดอุดรธานี และหนองคาย มีเส้นทางบินอีกสายหนึ่งไปยังจังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ์ แม้จะมีการขนส่งผู้โดยสารบ้าง แต่บริการหลักก็ยังคงเป็นไปรษณีย์และเป็นการขนส่งไปยังจังหวัดที่ยังไม่มี รถไฟเชื่อมถึง

ในปี พ.ศ. 2468 ประเทศไทยได้จัดตั้งกองบินพลเรือน กรมบัญชาการกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม และจากนั้นการบินพลเรือนของประเทศได้มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบมาโดยตลอด

เมื่อ พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ได้พระราชทานทุนให้ น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการจักรกลอยู่แล้ว ไปศึกษาวิชาการบินและวิศวกรรมช่างกลต่อที่สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 3 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2475 ก่อนเดินทางกลับเมืองไทย น.อ.เลื่อน พงษ์โสภณ ได้ไปรับจ้างแสดงการบินผาดโผน เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม จึงได้เดินทางไปแสดงในรัฐต่าง ๆ หลายแห่ง จนกระทั่งมีเงินเหลือเก็บจึงขอซื้อเครื่องบินจากบริษัท TRAVEL AIR ในแบบเครื่องยนต์ CURTISS OX-5 90 แรงม้า ในราคา 6,000 บาท และใช้เครื่องบินนั้นบินกลับมายังประเทศไทย โดยให้ชื่อเป็นภาษาไทยว่า “นางสาวสยาม” และเป็นภาษาอังกฤษว่า “MISS SIAM” นับเป็นเครื่องบินพลเรือนลำแรกของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ 2475 น.อ. เลื่อน พงษ์โสภณ ได้ทำการบินเดี่ยวจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนและกลับในความอุปถัมป์จาก สมาชิกสโมสรสามัคคีจีนสยาม (ชาวจีนในไทย) ได้ช่วยกันเรี่ยไรเงิน นับว่าประเทศไทยได้มีการคมนาคมทางอากาศกับประเทศจีนเป็นครั้งแรก


ที่มา: กรมการขนส่งทางอากาศ (http://www.aviation.go.th/template/history.htm)
ช่วงนี้มีหนังต่างชาติที่เข้ามาโกยเงินในไทยเยอะพอสมควร แต่จะมีใครสนใจหรือไม่ว่าผู้สร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงแห่งแรกของไทยคือใคร ถ้าไม่ได้เรียนหนังหรือสนใจเรื่องนี้จริงๆคงจะไม่รู้จักนายมานิต วสุวัต แต่เขาเป็นใครเราไปอ่านประวัติเขากันครับ
นายมานิต วสุวัต เกิดที่บ้านหน้าวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๔๐ ในรัชกาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรของพระยาสุนทรพิมล (เผล่ วสุวัต) และคุณหญิงทิม วสุวัต มีพี่น้องร่วมกันอีก ๔ คน คือ นายศุกรี วสุวัต พี่ชาย และมีน้องชายสามคนคือ หลวงกลการเจนจิต (เภา วสุวัต) นายกระเศียร วสุวัต และนายกระแส วสุวัต

พี่น้องตระกูลวสุวัตเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้สนใจและคิดค้นทดลองเล่นในเรื่องการประดิษฐ์ การช่างเกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก การถ่ายรูป การถ่ายภาพยนตร์มาตั้งแต่เยาว์วัย โดยเฉพาะนายมานิตได้สนใจคิดค้นและฝึกฝนในการเล่นกล สามารถแสดงกลโดยอาศัยเครื่องมือได้หลายชุด

เมื่อสำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนราชวิทยาลัยแล้ว นายมานิตได้เข้ารับราชการในกระทรวงการคลังอยู่ระยะหนึ่ง แล้วย้ายไปทำงานที่โรงไฟฟ้าสามเสน

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ นายศุกรี พี่ชายได้ตั้งโรงพิมพ์ศรีกรุงและออกหนังสือพิมพ์รายเดือน ต่อมาปี ๒๔๖๓ ได้ออกหนังสือพิมพ์รายวันสยามราษฎร์

ด้วย ความที่พี่น้องวสุวัตสนใจเครื่องยนต์กลไกมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะภาพยนตร์ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทันสมัยอย่างหนึ่งในช่วงเวลานั้น ดังนั้นเมื่อทราบว่ากรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ พี่น้องวสุวัตจึงได้ไปติดต่อขอซื้อกล้องถ่ายภาพยนตร์ที่กรมหลวงสรรพสาตรเคย ใช้มาดัดแปลงจนใช้การได้ และได้ประเดิมทดลองถ่ายภาพยนตร์เรื่องแรกโดยนำเอาภาพถ่ายข่าวน้ำท่วมที่ เมืองซัวเถามาถ่ายเป็นภาพยนตร์ข่าวด้วยการนำกิ่งไม้มาขยับเคลื่อนไหวจนดู คล้ายเป็นภาพเคลื่อนไหวจริง ๆ เมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายที่โรงหนังนาครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๔๖๕ ปรากฎว่ามีพี่น้องชาวจีนในกรุงเทพฯสมัยนั้นแตกตื่นไปดูกันจำนวนมาก

จาก ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง " น้ำท่วมเมืองซัวเถา " ทำให้พี่น้องวสุวัตลงมือทดลองถ่ายทำ ภาพยนตร์สารคดีเชิงข่าวสารสารคดีต่อมาเรื่อย ๆ โดยมีหลวงกลการเจนจิตเป็นหัวแรงสำคัญ และนายมานิตซึ่งตอนนี้ได้บริหารกิจการหนังสือพิมพ์แทนพี่ชายที่เสียชีวิต เป็นผู้ให้การสนับสนุนและร่วมงานอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๗๐ พี่น้องวสุวัตได้หันไปทดลองสร้างภาพยนตร์บันเทิงเป็นครั้งแรกโดยร่วมกับพรรค พวกในขณะหนังสือพิมพ์สยามราษฎร์และศรีกรุงก่อตั้งเป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์ ชื่อกรุงเทพ ฯ ภาพยนตร์บริษัท สร้างภาพยนตร์เรื่อง "โชคสองชั้น "เป็นเรื่องแรก

ความสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เป็นผล งานเรื่องแรกของกรุงเทพฯภาพยนตร์บริษัทเท่านั้น หากยังได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ประเภทเรื่องแสดงเพื่อการค้าเรื่องแรก ที่สร้างโดยคนไทยอีกด้วย

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง " โชคสองชั้น " นี้ นายมานิต มีบทบาทเป็นผู้อำนวยการสร้างและผู้ประดิษฐ์ศิลป์ หลวงบุณยมานพพานิช นักประพันธ์เจ้าของนามปากกาแสงทอง เป็นผู้เขียนเรื่อง หลวงกลการเจนจิตเป็นผู้ถ่าย นายกระเศียรเป็นผู้ตัดต่อ และหลวงอนุรักษ์รัถการเป็นผู้กำกับการแสดง

เมื่อภาพยนตร์เรื่อง " โชคสองชั้น " ออกฉายเป็นครั้งแรกเมื่อ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ปรากฎว่าได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนทำให้พี่น้องวสุวัตตัดสินใจสร้าง ภาพยนตร์ต่อในช่วงปลายปีทันทีด้วยภาพยนตร์เรื่อง " ใครดีใครได้ " ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ คณะวสุวัตก็ได้สร้างภาพยนตร์เรื่องที่สามออกฉายต่อไปคือเรื่อง " ใครเปนบ้า " หลังจากนั้นพี่น้องวสุวัตและกรุงเทพฯภาพยนตร์บริษัทได้ยุติการสร้างภาพยนตร์ ลงชั่วคราวโดยหันไปทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับภาพยนตร์เสียงซึ่งเริ่มเป็นที่นิยม แทนภาพยนตร์เงียบอย่างจริงจัง จนถึงขั้นสามารถดัดแปลงประดิษฐ์เครื่องฉายและกล้องถ่ายหนังเงียบที่มีอยู่ ให้กลายเป็นเครื่องฉายและกล้องถ่ายหนังเสียงระบบเสียงในฟิล์มแบบของฝรั่ง สำเร็จพอใช้การได้เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๓ จากนั้นจึงได้ทดลองถ่ายทำภาพยนตร์เสียงขนาดสั้น ๆ สองเรื่อง และได้นำออกฉายที่โรงพัฒนากรในปีเดียวกัน ได้รับความสนใจตื่นเต้นในหมู่ผู้ชมเป็นอันมาก

ถึงตอนนี้นายมานิต วสุวัตมองเห็นว่ากิจการสร้างหนังไทยสามารถที่จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นต่อไป จึงได้ลงทุนจัดตั้งกิจการสร้างภาพยนตร์บันเทิงในระบบเสียงในฟิล์มขึ้น เรียกชื่อว่าภาพยนตร์เสียงศรีกรุง โดยจัดสร้างห้องแล็บติดตั้งอุปกรณ์พร้อมมูลขึ้นที่ร้านวสุวัต ย่านสะพานขาว และหลังจากใช้เวลาติดตั้งและปรับปรุงเครื่องมือจนสามารถใช้งานได้ผลพอใจแล้ว คณะภาพยนตร์เสียง ศรีกรุงก็ลงมือสร้างภาพยนตร์บันเทิงเสียงในฟิล์มเรื่อง แรก คือ " หลงทาง " สำเร็จออกฉายเป็นการร่วมฉลองกรุงเทพฯ ๑๕๐ ปี เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่โรงหนังพัฒนากร

กิจการภาพยนตร์ เสียงของศรีกรุงเจริญรุดหน้าตามลำดับ ภาพยนตร์ของศรีกรุงประสบความสำเร็จแทบทุกเรื่อง จนทำให้นายมานิตตัดสินใจสร้างโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงขนาดใหญ่ติดตั้งอุปกรณ์ ทันสมัย และสมบูรณ์แบบขึ้นที่ ซอยอโศก บางกะปิ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ การก่อสร้างโรงถ่ายแล้วเสร็จในอีกหนึ่งปีต่อมา หลังจากนั้นบริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงก็สามารถผลิตภาพยนตร์เสียงระบบ มาตรฐาน ออกเผยแพร่สู่ประชาชนได้อย่างสม่ำเสมอโดยเฉลี่ยปีละสามถึงสี่เรื่อง เช่น สัตหีบ พญาน้อยชมตลาด เมืองแม่หม้าย เพลงหวานใจ เป็นต้น

แต่แล้ว กิจการสร้างภาพยนตร์ที่เจริญรุ่งเรื่องตลอดมาถึงกาลหยุดชะงักลงเมื่อเกิด สงครามโลกครั้งที่สองขึ้น นายมานิตได้หันไปทุ่มเทให้กับกิจการหนังสือพิมพ์รายวัน สยามราษฎร์และ ศรีกรุงแทน จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงสถานการณ์ของบริษัทภาพยนตร์เสียงศรี กรุงก็ไม่กระเตื้องดีขึ้น เพราะศรีกรุงได้สูญเสียบุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญของกิจการนี้ไปหลายคน โดยเฉพาะการเสียชีวิตของหลวงกลการเจนจิตในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ประกอบกับช่วงนั้นความนิยมในหนังพากย์ ๑๖ มิลลิเมตรได้เข้ามาแทนที่ภาพยนตร์ ๓๕ มิลลิเมตร เสียงในฟิล์ม จึงทำให้นายมานิต ตัดสินใจยุติการสร้างภาพยนตร์โดยสินเชิง โดยหันไปเปิดโรงงานผลิตแผ่นเสียงแทน ส่วนโรงถ่ายภาพยนตร์ก็ได้รับการดัดแปลงให้เป็นโรงภาพยนตร์ในชื่อ ศาลาศรีกรุง

ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ นายมานิตได้หวนกลับมาสร้างภาพยนตร์อีกครั้งโดยรวบรวมทายาทในตระกูลวสุวัตจัด ตั้งบริษัทศรีกรุงยุคใหม่ขึ้น แต่กิจการสร้างภาพยนตร์ของศรีกรุงยุคใหม่ดำเนินไปได้สองปีเท่านั้นก็ต้องปิด ตัวเองลงอีกครั้ง เนื่องจากประสบความล้มเหลวมาโดยตลอดหลังจากนั้นชื่อศรีกรุงก็ค่อย ๆ เลือนหายไปกับการกาลเวลา

นายมานิต วสุวัต เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ ด้วยวัย ๘๕ ปี
credit http://www.thaifilm.com/articleDetail.asp?id=43 มาสนับสนุนหนังไทยกันครับ
ทำไมวันนี้ผมถึงเขียนเรื่องวันเข้าพรรษานะหรือครับเพราะผมได้ยินวัยรุ่นแถวบ้านบอกว่าเข้าพรรษาแล้วไปหาเหล้าที่ใหนกินดี.... ทำไมเพราะอะไรกันหรือก็ในปี พ.ศ. 2551 รัฐบาลไทยยังได้ประกาศให้วันเข้าพรรษา ให้เป็น "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ" เพื่อรณรงค์ให้ชาวไทยตั้งสัจจะอธิษฐานงดการดื่มสุราในวันเข้าพรรษาและในช่วง 3 เดือนระหว่างฤดูเข้าพรรษา เพื่อส่งเสริมค่านิยมที่ดีให้แก่สังคมไทยอีกด้วยแล้วทำไมยังจากินกันอีกหรือ

วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา ("พรรษา" แปลว่า ฤดูฝน, "จำ" แปลว่า พักอยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตามการเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา

วันเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8) หรือเทศกาลเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) ถือได้ว่าเป็นวันและช่วงเทศกาลทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญเทศกาลหนึ่งในประเทศไทย โดยมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในช่วงฤดูฝน โดยวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไปได้สืบทอดประเพณีปฏิบัติการทำบุญในวันเข้าพรรษามาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรง อนุญาตการจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลง แปลงในฤดูฝน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจำพรรษาตลอด 3 เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำคัญในรอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำพรรษารวมกันภายใน อาวาสหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย

ในวันเข้าพรรษาและช่วงฤดูพรรษากาลตลอดทั้ง 3 เดือน พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบำเพ็ญกุศลด้วยการเข้าวัดทำบุญใส่บาตร ฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งสิ่งที่พิเศษจากวันสำคัญอื่น ๆ คือ มีการถวายหลอดไฟหรือเทียนเข้าพรรษา และผ้าอาบน้ำฝน (ผ้าวัสสิกสาฏก) แก่พระสงฆ์ด้วย เพื่อสำหรับให้พระสงฆ์ได้ใช้สำหรับการอยู่จำพรรษา โดยในอดีต ชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนเมื่ออายุครบบวช (20 ปี) จะนิยมถือบรรพชาอุปสมบทเป็น พระสงฆ์เพื่ออยู่จำพรรษาตลอดฤดูพรรษากาลทั้ง 3 เดือน โดยพุทธศาสนิกชนไทยจะเรียกการบรรพชาอุปสมบทเพื่อจำพรรษาตลอดพรรษากาลว่า "บวชเอาพรรษา"

และสำหรับในปี พ.ศ. 2552 นี้ วันเข้าพรรษาจะตรงกับ วันพุธที่ 8 กรกฎาคม ตามปฏิทินสุริยคติ
วันนี้ไปเจอบทความเกี่ยวกับผู้ชายที่หน้าสนใจเลยเอามาให้ได้อ่านกันครับช่างนี้จะพยายามขยันอัปบทความครับ
เป็น ธรรมดาที่ผู้หญิงกับผู้ชายมักคิดไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบสีชมพู, สีแดง และสีฟ้า แต่ผู้ชายอาจชอบสีน้ำเงิน, สีเทาหรือสีดำเพราะดูสง่างามและเคร่งขรึมตามลักษณะที่หนุ่มๆเป็นกัน เหตุนี้ถ้าพูดถึงเรื่องรักๆใคร่ๆ ขึ้นมาละก็ ใช่ว่าผู้หญิงจะเก็ต (เข้าใจ) ในสิ่งที่ผู้ชายคิดอยู่ในใจ เสมอไปหรอกนะ ไอ้ที่คิดแล้วไม่เหมือนกันก็มีตั้งเยอะ

เอ้า ถ้างั้นมาดูกันดีกว่าว่า มีอะไรมั่งที่สาวๆคิดว่า เข้าใจในตัวผู้ชายว่าเป็นอย่างนี้ แต่แท้จริงแล้วเค้าจะเป็นอย่างที่หล่อนคิดรึเปล่านั้น เรามาหาคำตอบกันดีกว่า เช่น.....

1. ผู้หญิงคิดว่า ผู้ชายเกลียดความโรแมน- ติก ล่ะซี

โอ๊ะโอ ข้อนี้หนุ่มๆเค้าไม่ได้เกลียดความโรแมนติกนะ....แต่เค้าทำไม่เป็นต่างหาก 555 เอ๊ย.... เค้าไม่ถนัดเรื่องการแสดงออกถึงความโรแมน-ติกมากกว่า พอไม่ถนัดก็เลยทำเป็นเฉไฉว่าไม่รู้จักความโรแมนติกไปนู่น กระนั้นยังพอเห็นมีหนุ่มที่แสดงความโรแมนติกกับสาวคนรักแบบหวานหยดย้อยมีนะ ขอบอก แบบว่า เค้าจะซื้อของขวัญให้แฟนสาวในทุกๆวันสำคัญ เช่น วันเกิดของเธอ (ถ้าจำไม่ได้ล่ะน่าดู), วันครบรอบที่เจอกันครั้งแรก, วันครบรอบที่เอ่ยว่ารัก...ไปจนกระทั่งวันครบรอบที่อยู่ด้วยกัน...ก็มีไม่ใช่ ไม่มีเอาซะเลย ทว่ามีหนุ่มน้อยคนที่จะทำหยั่งงี้ไง เค้าถึงถูกมองว่าไม่โรแมนติกเอาซะเลยก็เงี้ย

2. ผู้หญิงคิดว่า ผู้ชายชอบคิด แต่เรื่องเซ็กซ์ตลอดเวลา...จริงอ่ะ

ว่ากันว่า ผู้ชายมักคิดถึงเรื่องเซ็กซ์ ทุกๆ 7 นาที (แต่เอ๊ะ เห็นว่าบางคนก็เร็วกว่านี้) ทว่ามีชายหลายคนไม่เห็นด้วยกับสถิตินี้ แถมยังมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหลอีกต่างหาก แต่เอาเหอะ ผู้ชายยอมรับว่า ความคิดในแต่ละวันของเค้ามีเรื่องเซ็กซ์ปนอยู่ไม่น้อย ซึ่งเค้าจะคิดเรื่องเซ็กซ์มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับอายุของหนุ่มๆด้วยแหละ ถ้าเป็นช่วงวัยรุ่นก็แหงล่ะ เค้าอาจคิดเรื่องเซ็กซ์มากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่อยู่ในวัยเรียนและยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก พอมีเวลาว่างเยอะก็อาจคิดถึงเรื่องสาวๆแยะ แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานและครอบครัวแล้วนี่สิ โอ๊ย เรื่องเซ็กซ์ๆเอ็กซ์ๆ กลับเป็นเรื่องรองลงไปให้เค้าคิดถึงแล้วน่ะซี

ฉะนั้น ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนแน่ๆที่คิดแต่เรื่องเซ็กซ์ตลอดเวลาเพราะบ่อยครั้งเค้าก็ คิดถึงเรื่องมันนี่ (เงินทอง) และฐานะทางเศรษฐกิจด้วย โถ...เพราะเป็นช้างเท้าหน้าของครอบครัวนี่หว่าเนอะ

3. ผู้หญิงคิดว่า ผู้ชายชอบสาวที่มีหน้าอกโตประเภทยิ่งใหญ่บะล่ะหึ่มก็ยิ่งดี...งั้นละซี โถ ชอบแอบดูสาวนมโตแล้วเพลินรึไงจ๊ะ
ซึ่ง เรื่องนี้ มันก็จริงอ่ะนะที่หนุ่มๆชอบสาวที่มีหน้าอกหน้าใจใหญ่ไว้ก่อน เพราะสิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์ทางเพศที่เห็นง่ายที่สุดนี่หว่าแต่ขณะเดียวกัน หนุ่มบางคนแย้งขึ้นว่า ผู้ชายน่ะ ชอบสาวหน้าอกใหญ่ ก็จริง แต่ถ้าขนาดทรวง อกของหล่อนใหญ่โตมโหฬารผิดไปจากขนาดที่ธรรมชาติให้มาละก็ ไม่แน่ว่าผู้ชายทุกคนจะชอบหรือสนใจผู้หญิงที่โนตม=นมโตเกินไปน่ะซี

ดังนั้น หากสาวรายใดคิดอยากเอาใจแฟนหนุ่มด้วยการไปทำศัลยกรรมพลาสติก ให้ กลายเป็นสาวขาว สวย หมวย อึ๋ม ขึ้นมา ก็อย่าไปทำหน้าอกให้มีขนาดใหญ่โตผิดธรรมชาติเลย แค่ทำให้มีขนาดพอดิบพอดีก็พอแล้ว เพราะขนาดที่ใหญ่ผิดจากธรรมชาตินั้น ยิ่งทำให้ผู้ชายคิดว่า หน้าอกของสาวคนนั้นช่างคล้ายกับตุ๊กตาหมีที่ตอนแรกๆ ก็น่าเข้าไปฟัดและเข้าไปกอดอยู่หรอก โหของพรรค์นี้ใหม่ๆย่อมสร้างความตื่นเต้นให้กับเค้าเป็นธรรมดา แต่พอเวลาผ่านไปสักเดือน-2 เดือนสิ เค้าอาจไม่คิดว่ามันน่าตื่นเต้นเหมือนเคยแล้วก็ได้ ตรงข้ามจะรู้สึกว่าไอ้เจ้าตุ๊กตาหมีขนาดเบ้อเริ่มเทิ่มเนี่ย มันช่างเกะกะและกอดลำบากจัง
แล้วหลังจากนั้นเค้าก็จะเซ็งไปตามกาลเวลาเองแหละ ฮ่ะฮ้าทราบแล้วเปลี่ยน!

4. ผู้หญิงคิดว่า ผู้ชายขาดอารมณ์อ่อนไหว (เซ้นส์ซิทีฟ) แถมยังมีแต่ความแข็งกระด้าง แล้วยังร้องไห้ไม่เป็นอีกต่างหาก งั้นหรือจ๊ะเอ ความจริงแล้วหนุ่มๆ ก็อ่อนไหวเป็นนะ แหมบางทีดูหนังยังต่อมน้ำตาแตกได้เหมือนที่ผู้หญิงฟูมฟายนั่นแหละ แต่เค้ามักถูกสอนตั้งแต่เด็กๆ ไงว่า เป็นผู้ชายน่ะต้องเข้มแข็งอดทน ที่สำคัญ "ลูกผู้ชายไม่ควรร้องไห้ให้ใครเห็น" โอ๊ยเป็นงี้แล้วใครจะกล้าร้องไห้ต่อหน้าธารกำนัลล่ะ แต่ถ้าให้ ร้องไห้คนเดียวล่ะเป็นไปได้

อีกอย่างความอ่อนไหวก็ไม่ได้มีแต่ เรื่องร้องไห้ เท่านั้น คุณเคยเห็นผู้ชายที่ร้องเพลงไปด้วยแล้วเล่นดนตรีไปด้วยเพื่อจีบสาวไหมล่ะ นั่นแหละเป็นการกระทำอย่างนึงที่ช่างเซ้นส์ซิทีฟของเค้าเลย หนำซ้ำยังทำให้ฝ่ายหญิงละเมอเพ้อพกไปกับพรสวรรค์ทางดนตรีของเค้าด้วย เอ้า คิดดูจะมีสาวๆสักกี่คนที่กล้าปฏิเสธหนุ่มหน้ามนที่ใช้เสียงเพลงจีบเธอ ....ถามจริง!

5. ผู้หญิงคิดว่า ผู้ชายชอบเพศตรงข้ามที่ผอมเพรียว...หรือจ๊ะเอ้า ข้อนี้ก็แน่ละสิ ผู้ชายส่วนใหญ่อยากมีแฟนที่หุ่นคล้ายนางแบบทั้งนั้นแหละ แต่ในชีวิตจริงน่ะ จะมีหนุ่มสักกี่คนเชียวที่สามารถพิชิตใจนางแบบได้.....โอ๊ยน้อยเต็มที เพราะงั้นสาวอวบทั้งหลาย อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไปซะก่อน

6. ผู้หญิงคิดว่า ผู้ชายชอบแฟนที่เด็กกว่าเสมอไป...จริงอ่ะ

โธ่เอ๊ย ผู้ชายที่มีแฟนสาวแก่กว่าก็ถมไป (อยากให้ยกตัวอย่างดารงดาราไหมล่ะ ว่าคู่ไหนมีแฟนเด็กบ้าง?) สมัยนี้จึงไม่ใช่ผู้ชายทุกคนแน่ๆที่ชอบเด็กเอ๊าะๆ ถึงจะยอมรับว่า เด็กเอ๊าะๆยังไง้ ยังไงก็มีภาษีเหนือกว่าสาวใหญ่ ก็แหม อยู่ใกล้เด็กน่ะ ทำให้กระชุ่มกระชวยแถมยังน่ารักน่าเอ็นดู แล้วใครที่ไหนจะไม่ชอบ! ...หวังว่าหลังจากนี้คุณผู้หญิงคงเข้าใจหนุ่มๆมากขึ้นกว่าเดิมแล้วนะ.

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้เอาคำขวัญวันเด็กตั้งแต่อดีตมาให้ดูดูกันครับมันอาจยาวไปนิดแต่คงพอมีประโยชน์กะเขาบ้างหละครับ เอามาให้ดูตั้งกะ2499 ถึง 2552มาดูกันเลยดีกว่า

พ.ศ.2499 - จอมพล ป.พิบูลสงคราม - จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม

พ.ศ.2502 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า

พ.ศ.2503 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด

พ.ศ.2504 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย

พ.ศ.2505 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด

พ.ศ.2506 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ - ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด

พ.ศ.2507 - งดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ

พ.ศ.2508 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี

พ.ศ.2509 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี

พ.ศ.2510 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย

พ.ศ.2511 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง

พ.ศ.2512 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ

พ.ศ.2513 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส

พ.ศ.2514 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ

พ.ศ.2515 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ

พ.ศ.2516 - จอมพล ถนอม กิตติขจร - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

พ.ศ.2517 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์ - สามัคคีคือพลัง

พ.ศ. 2518 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์ - เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี

พ.ศ.2519 - หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช - เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้

พ.ศ.2520 - นายธานินทร์ กรัยวิเชียร - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย

พ.ศ.2521 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

พ.ศ.2522 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - เด็กไทยคือหัวใจของชาติ

พ.ศ.2523 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ - อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

พ.ศ.2524 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม

พ.ศ.2525 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

พ.ศ.2526 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม

พ.ศ.2527 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา

พ.ศ.2528 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม

พ.ศ.2529 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ.2530 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ.2531 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ - นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ.2532 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ.2533 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

พ.ศ.2534 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ - รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา

พ.ศ.2535 - นายอานันท์ ปันยารชุน - สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม

พ.ศ.2536 - นายชวน หลีกภัย - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ.2537 - นายชวน หลีกภัย - ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ.2538 - นายชวน หลีกภัย - สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

พ.ศ.2539 - นายบรรหาร ศิลปอาชา - มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด

พ.ศ.2540 - พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ - รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด

พ.ศ.2541 - นายชวน หลีกภัย - ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ.2542 - นายชวน หลีกภัย - ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

พ.ศ.2543 - นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

พ.ศ.2544 - นายชวน หลีกภัย - มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

พ.ศ.2545 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส

พ.ศ.2546 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี

พ.ศ.2547 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน

พ.ศ.2548 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด

พ.ศ.2549 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร - อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด

พ.ศ.2550 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ - มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข

พ.ศ.2551 - พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ - สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม

พ.ศ.2552 - อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ - ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี

ที่มาจาก sanookดอทคอม
เยอะไปใหมนี่ อิอิ